6 จุดเด่นน่าใช้ ทำไมต้องซื้อ CMF Buds Neo หูฟัง ANC งบพันต้น ๆ

GogolicoGogolicoREVIEW4 ตุลาคม 202654 Views

ถ้ากำลังมองหาหูฟังไร้สายงบพันต้น ๆ แล้วอยากได้ทั้งเสียงที่ฟังสนุก ใส่สบาย และมี ANC ให้ใช้ระหว่างวัน CMF Buds Neo เป็นรุ่นที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจหลังได้ลองใช้จริง ราคาเปิดตัว 1,099 บาท มีหลายส่วนที่ทำได้ดีเมื่อเทียบกับหูฟังกลุ่มราคานี้ที่ผมเคยลอง

รีวิว CMF Buds Neo นี้ จะพาไล่ดู 6 จุดเด่นที่ทำให้น่าใช้ ตั้งแต่เสียงเบส ความสบาย การตัดเสียงรบกวน ไปจนถึงแบตเตอรี่ พร้อมข้อสังเกตก่อนซื้อช่วงท้าย เพื่อดูว่าจุดเด่นเหล่านี้ตรงกับการใช้งานของเราหรือเปล่า

1. เบสฟังสนุก เพิ่มจังหวะให้เพลงโดยไม่กลบเสียงร้อง

เรื่องแรกที่ชอบคือแนวเสียงของ CMF Buds Neo ที่ฟังสนุก โดยเฉพาะเพลงที่เน้นจังหวะ รุ่นนี้ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 12.4 มม. แต่สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากกว่าขนาดไดรเวอร์คือเสียงที่ได้ฟังจริง เบสมีความชัด ขณะที่เสียงร้องยังได้ยิน ไม่ถูกเสียงต่ำกลบไป

ตอนเริ่มฟังครั้งแรก เบสอาจยังไม่ได้เด่นเท่าที่ต้องการ แนะนำให้ลองเพิ่ม Bass Enhancement ในแอป Nothing X ก่อน จากที่ผมปรับแล้ว เสียงเบสฟังสนุกขึ้น และได้แนวเสียงที่ถูกใจมากขึ้น

คนที่ชอบเพลงเน้นจังหวะและอยากได้หูฟังสำหรับฟังเพลิน ๆ ระหว่างวัน น่าจะชอบเสียงของรุ่นนี้เหมือนกัน ส่วนตัวผมพอใจกับคุณภาพเสียงในระดับความดังที่ใช้ฟังตามปกติ แต่เมื่อเร่งเสียงดังมากก็มีข้อสังเกตที่ควรรู้ ซึ่งจะเล่าในช่วงก่อนซื้อด้านล่าง

2. น้ำหนักเบา ใส่ต่อเนื่องแล้วไม่เมื่อยหู

หูฟังที่เสียงถูกใจจะน่าใช้ขึ้นมากถ้าใส่แล้วไม่ต้องคอยถอดพัก CMF Buds Neo มีน้ำหนักข้างละ 4.5 กรัม จากที่ผมสวมต่อเนื่อง ไม่รู้สึกหนักหรือเมื่อยล้าที่หู ความเบาจึงเป็นจุดเด่นที่รู้สึกได้ระหว่างใช้งาน

ตัวหูฟังเป็นแบบ In-Ear และมีจุกซิลิโคนให้เลือกสามขนาด S, M และ L แนะนำให้ลองเปลี่ยนหาขนาดที่พอดีกับหูของตัวเอง เพราะนอกจากความสบายแล้ว ยังมีผลต่อเสียงเบสและการตัดเสียงรบกวนด้วย

สำหรับคนที่ต้องใส่หูฟังต่อเนื่อง ความสบายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รุ่นนี้น่าเลือก ในกลุ่มราคาพันต้น ๆ ผมชอบที่ใส่แล้วไม่ได้รู้สึกว่ามีน้ำหนักถ่วงหูตลอดเวลา

3. มี ANC ที่ลดเสียงต่ำได้ดีตามราคา

CMF ระบุว่ารุ่นนี้มี Adaptive ANC ลดเสียงรบกวนได้สูงสุด 35 dB ส่วนจากที่ลองใช้จริง ผมรู้สึกว่าทำได้ดีเมื่อเทียบกับราคา โดยเฉพาะเสียงย่านต่ำที่ดังต่อเนื่อง เช่น เสียงแอร์ พัดลม และเสียงเครื่องจักรระหว่างเดินทาง

ถ้าใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงพื้นหลังลักษณะนี้ ANC เป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์สำหรับการฟังระหว่างวัน และเป็นหนึ่งในส่วนที่ผมพอใจกับ CMF Buds Neo

เวลาต้องการรับเสียงรอบข้างก็มีโหมด Transparency ให้เลือก จากที่ลอง เสียงภายนอกที่เข้ามาอยู่ในระดับเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกรบกวน จึงมีทั้งโหมดสำหรับลดเสียงรอบตัวและโหมดเปิดรับเสียงให้เลือกตามช่วงที่ใช้งาน

4. Nothing X ปรับเสียงและการควบคุมได้ตามชอบ

แอป Nothing X เป็นส่วนที่แนะนำให้ติดตั้งตั้งแต่เริ่มใช้ CMF Buds Neo มีให้ทั้ง iOS และ Android ใช้ตั้งค่าเสียง การควบคุม และจัดการการเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์ได้

สำหรับการปรับเสียง มี Bass Enhancement ให้เลือกสามระดับ คือปิด, 50% และ 100% พร้อม EQ สำเร็จรูปและ Custom EQ สำหรับปรับเอง จากที่ผมลอง ฟีเจอร์เพิ่มเบสช่วยให้ได้เสียงที่ชอบมากกว่าตอนเปิดฟังครั้งแรก จึงเป็นเมนูที่อยากให้ลองก่อนตัดสินแนวเสียงของหูฟังคู่นี้

รุ่นนี้ยังรองรับ Bluetooth 6.0 และ Dual Device Connection สำหรับเชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกัน พร้อมการสลับการเชื่อมต่ออัตโนมัติ รวมถึง Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ ใครใช้งานทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์ก็มีฟีเจอร์ด้านการเชื่อมต่อให้ใช้ โดยการปรับตั้งค่าหลักทำผ่านแอปได้

5. ดีไซน์มีเอกลักษณ์ พร้อมรายละเอียดสำหรับพกใช้งาน

CMF Buds Neo ใช้ดีไซน์ทูโทนทั้งเคสและตัวหูฟัง เครื่องที่เราได้มาลองเป็นสีดำ ให้ความรู้สึกเรียบ เท่ และเข้ม คนที่ชอบอุปกรณ์สีดำแต่ยังอยากได้หน้าตาที่มีเอกลักษณ์ น่าจะชอบงานออกแบบแบบนี้

เคสยังมีวงกลมขนาดใหญ่ที่มุมตามดีไซน์คุ้นตาของ CMF หมุนเล่นได้ แต่ไม่มีฟังก์ชันควบคุมเสียงหรือสั่งงานหูฟัง ตรงมุมเคสมีช่องคล้องสายให้ด้วย หากอยากติดสายคล้องสำหรับพกก็ทำได้

ตัวหูฟังผ่านมาตรฐาน IP54 ป้องกันฝุ่นและน้ำกระเซ็น สำหรับการใส่ออกกำลังกายที่มีเหงื่อได้ โดยมาตรฐานนี้เป็นของตัวหูฟัง และไม่ได้รองรับการแช่น้ำหรือใส่ว่ายน้ำ

6. แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน ไม่ต้องชาร์จบ่อย

แบตเตอรี่เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบ เพราะจากการใช้งานไม่ต้องคอยชาร์จบ่อย CMF ระบุเวลาฟังของตัวหูฟังไว้สูงสุด 11 ชั่วโมงต่อครั้งเมื่อปิด ANC และประมาณ 8 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC

เมื่อนับรวมการเติมแบตจากเคส สเปกอยู่ที่สูงสุด 52 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC หรือ 30 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC ตัวเลข 52 ชั่วโมงจึงเป็นระยะเวลารวมเคส ไม่ใช่การใส่หูฟังฟังต่อเนื่องรวดเดียว

จากที่ผมใช้จริง ระยะเวลาอยู่ในระดับใกล้เคียงสเปก แต่น้อยกว่าเล็กน้อย ขึ้นกับการเลือกเปิด ANC ระหว่างวัน ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าใช้งานได้ยาวและสะดวกสำหรับคนที่ไม่อยากชาร์จอุปกรณ์บ่อย ๆ

นอกจากนี้มีชาร์จไวที่ CMF ระบุว่าชาร์จ 10 นาทีใช้งานได้สูงสุด 5.5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขสเปกสำหรับฟีเจอร์ชาร์จไว

ข้อสังเกตก่อนซื้อ CMF Buds Neo

แม้จุดเด่นทั้งหกจะทำให้รุ่นนี้น่าใช้ แต่มีรายละเอียดที่ควรรู้ก่อนเลือกให้ตรงกับพฤติกรรมของตัวเอง

  • เมื่อเปิดเสียงดัง เบสมีอาการแตกบ้าง: จากที่ลองฟังพบข้อจำกัดนี้เมื่อเพิ่มความดัง ใครชอบเร่งเสียงมาก ๆ ควรพิจารณาเรื่องนี้ด้วย
  • ไมค์มีข้อจำกัดในสถานที่เสียงดังมาก: ในบ้านหรือออฟฟิศที่ไม่ดัง เสียงพูดชัดและคุยได้ตามปกติ แต่ริมถนนหรือบนรถไฟฟ้าที่เสียงดังมาก คู่สายเริ่มฟังยากขึ้น คนที่โทรคุยงานในที่จอแจเป็นประจำควรให้น้ำหนักกับจุดนี้
  • ถอดหูฟังแล้วเพลงไม่หยุดอัตโนมัติ: ไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับการสวมใส่ เพลงจึงยังเล่นต่อ ต้องสั่งหยุดเอง
  • Spatial Audio ยังไม่ใช่จุดเด่นสำหรับผม: ลองแล้วมิติที่เพิ่มขึ้นไม่โดดเด่นนัก มองว่าเป็นลูกเล่นเสริมมากกว่าเหตุผลหลักในการซื้อ
  • ไม่มี codec เสียงระดับ Hi-Res: รองรับ SBC และ AAC หากต้องการ codec ระดับ Hi-Res โดยเฉพาะ รุ่นนี้ยังไม่ตรงกับความต้องการนั้น
  • ไม่มีสายชาร์จแถมในกล่อง: ต้องใช้สายที่มีอยู่หรือเตรียมเพิ่มเอง

สรุป รีวิว ทำไม CMF Buds Neo ถึงเป็นรุ่นที่น่าซื้อในงบพันต้น ๆ

สำหรับผม เหตุผลที่ทำให้ CMF Buds Neo น่าสนใจในราคาเปิดตัว 1,099 บาท คือเสียงเบสที่ฟังสนุก ความเบาที่ใส่แล้วไม่เมื่อย และ ANC ที่ลดเสียงต่ำได้ดีตามราคา มี Nothing X ให้ปรับเสียงตามชอบ และแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องชาร์จบ่อย

ถ้ากำลังหาหูฟังไร้สายไว้ฟังเพลงระหว่างวัน อยากได้ ANC และมีงบประมาณพันต้น ๆ รุ่นนี้มีจุดเด่นตรงกับการใช้งานหลายอย่าง แต่ถ้าเน้นโทรคุยงานในสถานที่เสียงดังมาก ควรชั่งน้ำหนักข้อจำกัดของไมค์ก่อนซื้อ เพื่อให้ได้หูฟังที่เหมาะกับการใช้งานของเราจริง ๆ

Loading Next Post...
Search Trending
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...