
ถ้ากำลังมองหาหูฟังไร้สายงบพันต้น ๆ แล้วอยากได้ทั้งเสียงที่ฟังสนุก ใส่สบาย และมี ANC ให้ใช้ระหว่างวัน CMF Buds Neo เป็นรุ่นที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจหลังได้ลองใช้จริง ราคาเปิดตัว 1,099 บาท มีหลายส่วนที่ทำได้ดีเมื่อเทียบกับหูฟังกลุ่มราคานี้ที่ผมเคยลอง
รีวิว CMF Buds Neo นี้ จะพาไล่ดู 6 จุดเด่นที่ทำให้น่าใช้ ตั้งแต่เสียงเบส ความสบาย การตัดเสียงรบกวน ไปจนถึงแบตเตอรี่ พร้อมข้อสังเกตก่อนซื้อช่วงท้าย เพื่อดูว่าจุดเด่นเหล่านี้ตรงกับการใช้งานของเราหรือเปล่า

เรื่องแรกที่ชอบคือแนวเสียงของ CMF Buds Neo ที่ฟังสนุก โดยเฉพาะเพลงที่เน้นจังหวะ รุ่นนี้ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 12.4 มม. แต่สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากกว่าขนาดไดรเวอร์คือเสียงที่ได้ฟังจริง เบสมีความชัด ขณะที่เสียงร้องยังได้ยิน ไม่ถูกเสียงต่ำกลบไป
ตอนเริ่มฟังครั้งแรก เบสอาจยังไม่ได้เด่นเท่าที่ต้องการ แนะนำให้ลองเพิ่ม Bass Enhancement ในแอป Nothing X ก่อน จากที่ผมปรับแล้ว เสียงเบสฟังสนุกขึ้น และได้แนวเสียงที่ถูกใจมากขึ้น
คนที่ชอบเพลงเน้นจังหวะและอยากได้หูฟังสำหรับฟังเพลิน ๆ ระหว่างวัน น่าจะชอบเสียงของรุ่นนี้เหมือนกัน ส่วนตัวผมพอใจกับคุณภาพเสียงในระดับความดังที่ใช้ฟังตามปกติ แต่เมื่อเร่งเสียงดังมากก็มีข้อสังเกตที่ควรรู้ ซึ่งจะเล่าในช่วงก่อนซื้อด้านล่าง

หูฟังที่เสียงถูกใจจะน่าใช้ขึ้นมากถ้าใส่แล้วไม่ต้องคอยถอดพัก CMF Buds Neo มีน้ำหนักข้างละ 4.5 กรัม จากที่ผมสวมต่อเนื่อง ไม่รู้สึกหนักหรือเมื่อยล้าที่หู ความเบาจึงเป็นจุดเด่นที่รู้สึกได้ระหว่างใช้งาน
ตัวหูฟังเป็นแบบ In-Ear และมีจุกซิลิโคนให้เลือกสามขนาด S, M และ L แนะนำให้ลองเปลี่ยนหาขนาดที่พอดีกับหูของตัวเอง เพราะนอกจากความสบายแล้ว ยังมีผลต่อเสียงเบสและการตัดเสียงรบกวนด้วย
สำหรับคนที่ต้องใส่หูฟังต่อเนื่อง ความสบายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รุ่นนี้น่าเลือก ในกลุ่มราคาพันต้น ๆ ผมชอบที่ใส่แล้วไม่ได้รู้สึกว่ามีน้ำหนักถ่วงหูตลอดเวลา

CMF ระบุว่ารุ่นนี้มี Adaptive ANC ลดเสียงรบกวนได้สูงสุด 35 dB ส่วนจากที่ลองใช้จริง ผมรู้สึกว่าทำได้ดีเมื่อเทียบกับราคา โดยเฉพาะเสียงย่านต่ำที่ดังต่อเนื่อง เช่น เสียงแอร์ พัดลม และเสียงเครื่องจักรระหว่างเดินทาง
ถ้าใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงพื้นหลังลักษณะนี้ ANC เป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์สำหรับการฟังระหว่างวัน และเป็นหนึ่งในส่วนที่ผมพอใจกับ CMF Buds Neo
เวลาต้องการรับเสียงรอบข้างก็มีโหมด Transparency ให้เลือก จากที่ลอง เสียงภายนอกที่เข้ามาอยู่ในระดับเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกรบกวน จึงมีทั้งโหมดสำหรับลดเสียงรอบตัวและโหมดเปิดรับเสียงให้เลือกตามช่วงที่ใช้งาน

แอป Nothing X เป็นส่วนที่แนะนำให้ติดตั้งตั้งแต่เริ่มใช้ CMF Buds Neo มีให้ทั้ง iOS และ Android ใช้ตั้งค่าเสียง การควบคุม และจัดการการเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์ได้
สำหรับการปรับเสียง มี Bass Enhancement ให้เลือกสามระดับ คือปิด, 50% และ 100% พร้อม EQ สำเร็จรูปและ Custom EQ สำหรับปรับเอง จากที่ผมลอง ฟีเจอร์เพิ่มเบสช่วยให้ได้เสียงที่ชอบมากกว่าตอนเปิดฟังครั้งแรก จึงเป็นเมนูที่อยากให้ลองก่อนตัดสินแนวเสียงของหูฟังคู่นี้
รุ่นนี้ยังรองรับ Bluetooth 6.0 และ Dual Device Connection สำหรับเชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกัน พร้อมการสลับการเชื่อมต่ออัตโนมัติ รวมถึง Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ ใครใช้งานทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์ก็มีฟีเจอร์ด้านการเชื่อมต่อให้ใช้ โดยการปรับตั้งค่าหลักทำผ่านแอปได้

CMF Buds Neo ใช้ดีไซน์ทูโทนทั้งเคสและตัวหูฟัง เครื่องที่เราได้มาลองเป็นสีดำ ให้ความรู้สึกเรียบ เท่ และเข้ม คนที่ชอบอุปกรณ์สีดำแต่ยังอยากได้หน้าตาที่มีเอกลักษณ์ น่าจะชอบงานออกแบบแบบนี้
เคสยังมีวงกลมขนาดใหญ่ที่มุมตามดีไซน์คุ้นตาของ CMF หมุนเล่นได้ แต่ไม่มีฟังก์ชันควบคุมเสียงหรือสั่งงานหูฟัง ตรงมุมเคสมีช่องคล้องสายให้ด้วย หากอยากติดสายคล้องสำหรับพกก็ทำได้
ตัวหูฟังผ่านมาตรฐาน IP54 ป้องกันฝุ่นและน้ำกระเซ็น สำหรับการใส่ออกกำลังกายที่มีเหงื่อได้ โดยมาตรฐานนี้เป็นของตัวหูฟัง และไม่ได้รองรับการแช่น้ำหรือใส่ว่ายน้ำ

แบตเตอรี่เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบ เพราะจากการใช้งานไม่ต้องคอยชาร์จบ่อย CMF ระบุเวลาฟังของตัวหูฟังไว้สูงสุด 11 ชั่วโมงต่อครั้งเมื่อปิด ANC และประมาณ 8 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC
เมื่อนับรวมการเติมแบตจากเคส สเปกอยู่ที่สูงสุด 52 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC หรือ 30 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC ตัวเลข 52 ชั่วโมงจึงเป็นระยะเวลารวมเคส ไม่ใช่การใส่หูฟังฟังต่อเนื่องรวดเดียว
จากที่ผมใช้จริง ระยะเวลาอยู่ในระดับใกล้เคียงสเปก แต่น้อยกว่าเล็กน้อย ขึ้นกับการเลือกเปิด ANC ระหว่างวัน ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าใช้งานได้ยาวและสะดวกสำหรับคนที่ไม่อยากชาร์จอุปกรณ์บ่อย ๆ
นอกจากนี้มีชาร์จไวที่ CMF ระบุว่าชาร์จ 10 นาทีใช้งานได้สูงสุด 5.5 ชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขสเปกสำหรับฟีเจอร์ชาร์จไว

แม้จุดเด่นทั้งหกจะทำให้รุ่นนี้น่าใช้ แต่มีรายละเอียดที่ควรรู้ก่อนเลือกให้ตรงกับพฤติกรรมของตัวเอง
สำหรับผม เหตุผลที่ทำให้ CMF Buds Neo น่าสนใจในราคาเปิดตัว 1,099 บาท คือเสียงเบสที่ฟังสนุก ความเบาที่ใส่แล้วไม่เมื่อย และ ANC ที่ลดเสียงต่ำได้ดีตามราคา มี Nothing X ให้ปรับเสียงตามชอบ และแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องชาร์จบ่อย
ถ้ากำลังหาหูฟังไร้สายไว้ฟังเพลงระหว่างวัน อยากได้ ANC และมีงบประมาณพันต้น ๆ รุ่นนี้มีจุดเด่นตรงกับการใช้งานหลายอย่าง แต่ถ้าเน้นโทรคุยงานในสถานที่เสียงดังมาก ควรชั่งน้ำหนักข้อจำกัดของไมค์ก่อนซื้อ เพื่อให้ได้หูฟังที่เหมาะกับการใช้งานของเราจริง ๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok