
รีวิว Sony 1000X The Collexion หรือ WH-1000XX รุ่นพิเศษที่ Sony ฉลองครบรอบ 10 ปีของซีรีย์ 1000X หูฟังตัดเสียงรบกวนไร้สายที่ชื่อเสียงเกรียงไกรมาอย่างยาวนาน
รุ่นนี้ไม่ใช่ XM7 เพราะว่า XM6 เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว และ Sony ก็วางตำแหน่งรุ่นนี้ไว้คนละกลุ่มกับ WH-1000XM6 โดยสิ้นเชิง เพราะนี่คือหูฟัง Premium Lifestyle ที่เน้นวัสดุ งานคร้าฟ ความสบาย และคุณภาพเสียงที่เต็มอิ่มมากขึ้น

Sony 1000X The Collexion (จากนี้ขอเรียกว่า WH-1000XX นะ) เปิดตัววางจำหน่ายในไทยด้วยราคา 21,990 บาท ที่สูงกว่า WH-1000XM6 ถึง 6,000 บาท คงมีหลายคนถามอยู่ในใจว่า คุ้มมั้ยถ้าจะจ่ายเพิ่ม และถ้าจ่ายแล้วจะได้อะไร รีวิว นี้เราได้ทดสอบลองใช้มาสักพัก จะมาเล่าให้คุณฟังกันว่าควรตัดสินใจอย่างไรดี

อย่างแรกที่ต้องคุยกันเลยก็คือดีไซน์ ถือเป็นจุดเด่นหลักที่ยกระดับให้หูฟังรุ่นนี้พรีเมียมขึ้นมาทั้งรูปลักษณ์ วัสดุ รวมไปถึงราคา

จุดแรกที่เห็นและสัมผัสได้ทันทีคือโครงข้อพับที่เปลี่ยนจากพลาสติกมาเป็น อะลูมิเนียม ทั้งหมด ให้ความรู้สึกแข็งแรงและดูแพงกว่า WH-1000XM6 อย่างเห็นได้ชัด ตามข้อมูลจาก Sony แต่ละชิ้นผ่านการ Finish ด้วยมือ ซึ่งสัมผัสได้จากความเรียบและสม่ำเสมอของพื้นผิว
แต่ความแข็งแกร่งนี้มาพร้อมข้อแลกเปลี่ยน เพราะ WH-1000XX ไม่สามารถพับเก็บขนาดกะทัดรัดได้แบบ XM6 ดังนั้นการพกพาจึงต้องกินพื้นที่มากกว่า และแนะนำอย่างยิ่งให้พก Hard Case ติดตัวไปด้วยเสมอ ทั้งเพื่อป้องกันการกระแทกและรอยขูดขีดที่เกิดขึ้นได้ง่ายกับวัสดุ Faux Leather

ตัวครอบหูและแผ่นรองหัวหุ้มด้วย Faux Leather พื้นผิวด้าน Sandblasted ให้ความรู้สึกพรีเมียมในมือ และไม่ลื่นและเกิดรอยคราบไขมันจากนิ้วมือแบบที่หูฟังพลาสติกทั่วไปเป็น แต่วัสดุนี้ก็มาพร้อมภาระการดูแลที่มากขึ้นตามมาด้วย
ในการใช้งานจริงระหว่างวัน คราบฝุ่น รอยนิ้วมือจากการสัมผัส และสำหรับผู้หญิงที่ทาแป้งรองพื้น คราบแป้งจะติดบน earpads ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าและน้ำยาที่เหมาะสมกับวัสดุ หากคุณเป็นคนที่ไม่อยากยุ่งยากกับการดูแลรักษา WH-1000XM6 น่าจะเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณมากกว่า

Sony เปลี่ยนกล่องเก็บแบบเดิมมาเป็นกระเป๋าที่มีหูหิ้ว ล็อกด้วยแม่เหล็ก พกไปไหนได้เลยโดยไม่ต้องหากระเป๋าอื่นมาใส่ซ้ำ เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่มาก แต่ในการใช้งานจริงสะดวกกว่าที่คิด แต่ถ้าคุณเป็นสายเดินทางในเมือง การใส่ในกระเป๋าเป้สะพาย ก็กินพื้นที่พอสมควรเลย

เคสจะล็อคแบบแม่เหล็ก เปิดปิดสะดวก ข้างในออกแบบมาให้ใส่ได้พอดีเป๊ะ และล็อคตำแหน่งไม่โคลงเครง

ในกล่องมีแถมสายหูฟัง 3.5 mm แต่ไม่มีสายแบบ USB-C แถมมาให้ซะอย่างงั้น

WH-1000XX หนักกว่า WH-1000XM6 ถึง 70 กรัม (เป็น 320 กรัม) ตัวเลขนี้ฟังดูเยอะ แต่ในความเป็นจริงเมื่อสวมใส่แล้วกลับไม่รู้สึกหนักหรืออึดอัดแต่อย่างใด เพราะ Sony ออกแบบแผ่นรองหูให้นุ่มและกระจายน้ำหนักได้ดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

earpads ชุดใหม่หนานุ่มกว่า และ Profile ของตัว earcup ที่บางลงทำให้ไม่ยื่นออกจากหัวมากจนเกินไป ผลลัพธ์คือสวมใส่ต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็ยังรู้สึกสบาย ไม่มีความรู้สึกกดบริเวณหูหรือกระหม่อมแบบที่ XM6 บางครั้งก็มีรู้สึกบ้างเมื่อสวมต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง
ข้อควรรู้สำหรับคนไทย วัสดุ Faux Leather นั้นมีความอบอุ่นกว่าผ้า Mesh หรือวัสดุระบายอากาศ เมื่อสวมใส่ต่อเนื่องเป็นเวลานานในอากาศร้อนบ้านเรา จะรู้สึกแอบอุ่นๆ บริเวณหูบ้าง ไม่ถึงขั้นร้อนจนทนไม่ได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องรับรู้ไว้
ต้องพูดตรงๆ ว่า WH-1000XX ไม่เหมาะอย่างยิ่งเลยสำหรับการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะวิ่ง เล่นยิม หรือปั่นจักรยาน สิ่งเดียวที่คุณได้จากการสวมหูฟังครอบหูระหว่างออกกำลังกายคือความเท่ นอกนั้นคือความลำบากล้วนๆ
น้ำหนัก 320 กรัม ความอบอ้าวของ Faux Leather ที่อบไอความร้อนระหว่างเหงื่อออก และความไม่กระชับเมื่อเคลื่อนไหวรุนแรง คือสิ่งที่จะสร้างความรำคาญระหว่างเซสชั่นออกกำลังกายอย่างแน่นอน และ WH-1000XX ก็ไม่มี IP Rating รองรับความเปียกชื้นด้วย หูฟังแบบ Sport หรือ True Wireless ที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายโดยเฉพาะจะเหมาะกว่าในสถานการณ์นี้อย่างไม่ต้องเปรียบเทียบ
เรื่องของเสียง เชื่อว่าเป็นอีกสิ่งที่แฟนโซนี่สนใจอยากรู้ว่า รุ่นใหม่อย่าง WH-1000XX นั้น จะพัฒนาหรือเปลี่ยนไปจากรุ่นล่าสุดอย่าง WH-1000XM6 มากน้อยแค่ไหนกัน
Sony ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 30mm ใหม่ที่มี Soft Edge Dome และ High-Rigidity Dome เพื่อให้ได้ Soundstage ที่กว้างขึ้นและรายละเอียดความถี่สูงที่คมชัดขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกว่า “โตขึ้น” และ “เต็มอิ่มมากขึ้น” จาก WH-1000XM6
แต่ก็ต้องบอกว่า นี่ไม่ใช่การก้าวกระโดดที่ฟังแล้วร้องว้าว ความแตกต่างมีอยู่และรับรู้ได้ แต่ถ้าให้ใครที่ไม่ได้ฟังสองรุ่นเคียงกันมาบอกว่ารุ่นไหนดีกว่า อาจบอกไม่ได้เลย
การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือ “คาแรคเตอร์” ของเสียง WH-1000XX เลือกเบสที่นุ่มและกระชับกว่า WH-1000XM6 อย่างรู้สึกได้ พลังของเสียงฝั่งความถี่ต่ำลง และนำพื้นที่นั้นมาโฟกัสที่ความละเอียดของ Midrange และ Treble แทน
เสียงร้องชัดเจนและแยกตัวออกจากดนตรีประกอบได้ดีกว่า ในเพลงที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้นพร้อมกัน WH-1000XX สามารถแยกแต่ละองค์ประกอบออกได้ชัดเจนกว่า และ Soundstage ที่กว้างขึ้นทำให้เครื่องดนตรีที่อยู่ขอบซ้ายขวาฟังดูมีตัวตนมากขึ้น
สำหรับคนที่ฟังแนว Pop, R&B, Jazz หรือเพลงที่เน้นเสียงร้อง WH-1000XX จะให้ประสบการณ์ที่ดีกว่า แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบเบสหนักๆ จากแนว EDM หรือ Hip-hop WH-1000XM6 อาจจะให้ความสนุกกับการฟังแนวนี้ได้มากกว่า
WH-1000XX เป็นหูฟัง Sony รุ่นแรกที่ใช้ DSEE Ultimate ซึ่งใช้ Edge-AI ในการ Upscale สัญญาณเสียงคุณภาพต่ำแบบ Real-time เพื่อเพิ่มรายละเอียดและ Dynamic Range กลับคืนมา แต่ถ้าซื้อหูฟังในระดับนี้มาใช้ ก็ควรเลือกฟังในคุณภาพสูงอย่าง LDAC อยู่แล้ว ซึ่งให้ประสบการณ์เสียงที่ดีที่สุดได้โดยไม่ต้องพึ่ง Upscale

WH-1000XX ตัด ANC ได้ในระดับที่น่าประทับใจและไม่ผิดหวัง แต่ส่วนตัวแอบรู้สึกอยู่ว่า มันด้อยกว่า WH-1000XM6 อยู่บ้างเล็กน้อย
ส่วนตัวคิดว่าสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างของ earcup ที่บางลง ทำให้พื้นที่ภายในน้อยลงและส่งผลต่อประสิทธิภาพ Passive Isolation บ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในระดับราคาเดียวกัน WH-1000XX ยังทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในการจัดการความถี่ต่ำอย่างเสียงเครื่องยนต์บนเครื่องบิน หรือเสียงจอกแจ่กจอแจบนรถไฟ
ในการใช้งานประจำวัน บนรถไฟฟ้า ร้านกาแฟ หรือสำนักงาน WH-1000XX ให้ความเงียบสงบที่เพียงพอสำหรับการโฟกัสสิ่งที่คุณฟังได้สบาย
โหมด Ambient Sound ทำงานได้เป็นธรรมชาติ เสียงรอบข้างถูกกรองผ่านมาอย่างชัดเจนโดยไม่ฟังดูขยายเกินจริง และคุณภาพการโทรอยู่ในระดับดีมาก ไมโครโฟนจับเสียงพูดได้ชัด แม้ในที่ที่มีเสียงรบกวนรอบข้าง


360 Upmix มาใน 3 โหมด ได้แก่ 360 Cinema Upmix, 360 Music Upmix และ 360 Game Upmix ในบรรดาทั้งสามโหมด 360 Cinema Upmix คือตัวที่โดดเด่นที่สุดในการใช้งานจริง
เมื่อเปิดโหมดนี้ขณะดูหนัง เสียงประกอบและบทสนทนาถูกแยกชั้นออกจากกันได้ชัดเจนขึ้น ให้ความรู้สึกสมจริงและมีมิติมากกว่าการฟังในโหมดปกติอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนที่ชอบดูซีรีย์หรือหนังผ่านหูฟัง นี่คือฟีเจอร์ที่จะเปลี่ยนประสบการณ์ได้จริง
WH-1000XX มาพร้อม Bluetooth 6.0, รองรับ LDAC สำหรับเสียงคุณภาพสูง, Bluetooth LE Audio (LC3) ที่ประหยัดพลังงาน, Multipoint สำหรับเชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกัน และ Auracast สำหรับการ Share เสียงกับอุปกรณ์อื่น ฟีเจอร์สมาร์ตอย่าง Speak-to-Chat, Quick Attention Mode และ Adaptive Sound Control ยังคงครบครันเหมือนเดิม
10-band EQ และ Find Your Equaliser ใน Sound Connect App ให้ความยืดหยุ่นในการปรับเสียงได้ตามต้องการ และโหมด Background Music ที่ดันเสียงเพลงให้ดูเหมือนเป็น Background ไว้ไกลๆ ก็ช่วยให้ฟังเพลงขณะทำงานได้โดยไม่วอกแวกมากเกินไป

นี่คือข้อจำกัดที่ยังคงเหมือนเดิมในทุกรุ่นของ Sony และ WH-1000XX ก็ไม่ได้รับการแก้ไขในจุดนี้
WH-1000XX รองรับการเชื่อมต่อแบบมีสายผ่านแจ็ค 3.5mm เท่านั้น ไม่รองรับ USB-C Audio ซึ่งแปลว่าหากคุณต้องการสัญญาณเสียงผ่านสายเพื่อบิตเรตคุณภาพที่สูงกว่าการสตรีมผ่าน Bluetooth ทางเลือกเดียวที่มีคือ 3.5mm
ปัญหาคือในปัจจุบัน สมาร์ตโฟนที่มีพอร์ต 3.5mm เหลืออยู่น้อยมาก นอกจาก Xperia ของ Sony เองแล้ว แทบไม่มีแฟล็กชิปรุ่นไหนในตลาดที่ยังมีพอร์ตนี้ให้ ขณะที่แบรนด์อื่นๆ ในระดับราคาเดียวกัน รวมถึงรุ่นที่ราคาถูกกว่าหลายรุ่น ต่างรองรับ USB-C Audio กันแล้วทั้งนั้น
เป็นจุดที่หวังว่า Sony จะแก้ไขในรุ่นถัดๆ ไป
ความจุแบตเตอรี่ที่ลดลงจาก 30 ชั่วโมงของ WH-1000XM6 มาอยู่ที่ 24 ชั่วโมงสำหรับ WH-1000XX ด้วยเหตุผลคือ earcup ที่บางลงทำให้พื้นที่สำหรับแบตเตอรี่ลดลงตามไปด้วย
ในการใช้งานจริง 24 ชั่วโมงยังถือว่าเพียงพอสำหรับเที่ยวบินระยะไกลและการใช้งานหลายวันโดยไม่ต้องชาร์จ แม้ Fast Charging จะให้เวลาใช้งาน 90 นาทีจากการชาร์จเพียง 5 นาที ซึ่งไม่ได้รวดเร็วเหมือน XM6 แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ใช้งานได้
แบตเตอรี่ของ WH-1000XX ยังรองรับการเปลี่ยนทดแทนได้ โดย Sony แนะนำให้ส่งซ่อมศูนย์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่า Sony ออกแบบมาให้ใช้งานได้ในระยะยาว

เมื่อเทียบ WH-1000XX กับ WH-1000XM6 ที่ราคา 15,990 บาท ความต่าง 6,000 บาทที่จ่ายเพิ่มนั้นคุณได้รับสิ่งต่อไปนี้
ได้มาคือวัสดุและงานฝีมือที่พรีเมียมกว่าอย่างเห็นได้ชัด ข้อพับโลหะที่แข็งแรงและดูดี ความสบายในการสวมใส่ที่เหนือกว่า เสียงที่สุกงอมและมีรายละเอียดมากขึ้น และดีไซน์ที่โดดเด่นในแบบ Lifestyle Premium
สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ANC ที่ด้อยกว่า XM6 แบตเตอรี่ที่ลดลง ไม่มี USB-C Audio และภาระการดูแลรักษาที่มากขึ้น รวมถึงไม่สามารถพับเก็บกระทัดรัดได้
Sony 1000X The Collexion คือการฉลองครบรอบ 10 ปีที่ Sony เลือกทำออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดดเด่นชัดเจนกับความพรีเมียมทั้งรูปลักษณ์ วัสดุ และการใช้งาน กับราคา เปิดตัว 21,990 บาท อาจจะสูงกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกันเล็กน้อย แต่ผมก็อยากให้คุณไปลองฟังของจริงดูที่ Sony Store ว่าเสียงจะละมุนเข้ากับจริตคุณหรือไม่
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok