ข้ามไปอ่านบทความ
ปกรีวิว CMF Clip Pro พร้อมหูฟังสามสีและผู้สวมใส่
รีวิว CMF Clip Pro ราคา 3,999 บาท จากการทดลองใช้งานเกือบสองสัปดาห์

รีวิว CMF Clip Pro หูฟัง Open-Ear แบบหนีบหู ใส่สบาย แต่เสียงและฟีเจอร์คุ้มกับราคา 3,999 บาทไหม?

รีวิว CMF Clip Pro หูฟัง Open-Ear แบบหนีบหู ราคา 3,999 บาท ทดลองใช้จริงทั้งคุณภาพเสียง ความสบาย, LDAC ฯลฯ สรุปแล้ว คุ้มค่าหรือไม่?

พบกับ รีวิว หลังลองใช้ CMF Clip Pro มาระยะหนึ่ง สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือความสบาย ใส่ต่อเนื่องแล้วไม่เจ็บหู และตอนออกกำลังกายก็เกาะใบหูได้ดี ส่วนคุณภาพเสียง โดยเฉพาะเบสกับมิติเสียง ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อ

นี่คือ CMF Clip Pro หูฟังไร้สายแบบคลิปหนีบหูรุ่นแรกของ CMF แบรนด์ในเครือ Nothing วางขายในไทยราคา 3,999 บาท ตัวหูฟังไม่อุดช่องหู จึงฟังเพลงไปพร้อมกับได้ยินเสียงรอบตัวได้ มีฟีเจอร์ทั้ง LDAC, Sound Seal สำหรับลดเสียงรั่ว และปุ่มหมุน Smart Dial บนเคสชาร์จ

รีวิว CMF Clip Pro ผมมีโอกาสทดลองใช้มาประมาณเกือบ 2 อาทิตย์ ต่อจากนี้คือประสบการณ์ในการใช้งานแต่ละด้าน เพราะว่า ฟีเจอร์แต่ละอย่างก็มีทั้งจุดที่ช่วยให้สะดวกขึ้นและข้อแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะ Sound Seal กับ Smart Dial ที่ต้องลองใช้ถึงจะเห็นว่าควรตั้งค่าอย่างไรให้เข้ากับเรา

ดีไซน์แบบหนีบหู ใส่กระชับโดยไม่อุดช่องหู

CMF Clip Pro ใช้ก้านโค้งรูปตัว C หนีบกับใบหู ส่วนที่ส่งเสียงอยู่ด้านหน้า และอีกด้านประคองอยู่หลังหู ต่างจากหูฟัง In-Ear ที่ต้องสอดจุกยางเข้าไปในช่องหู ระหว่างฟังเพลงจึงยังได้ยินเสียงจากภายนอก

ตัวหูฟังหนักข้างละ 6.5 กรัม ก้านเชื่อมมีความยืดหยุ่น จากที่ลองสวม ผมหนีบเข้าที่ได้ง่าย ไม่ต้องขยับหาตำแหน่งหลายครั้ง และเมื่อใส่แล้วก็รู้สึกกระชับดี

ลองใส่ทำกิจกรรมระหว่างวันและออกกำลังกาย หูฟังเกาะใบหูได้ดี ไม่หลุดง่าย แม้ใส่ต่อเนื่องนาน ๆ ก็ไม่รู้สึกเจ็บหรือรำคาญตรงจุดที่หนีบ ความเบาและการไม่มีจุกยางอุดหูเป็นส่วนที่ผมชอบมากที่สุดของรุ่นนี้

หูฟังจะแยกซ้ายขวาโดยสังเกตได้ที่ตัว L และ R บริเวณตัวคอนแทคชาร์จแบตเตอรี่ ส่วนตัวรู้สึกว่าสังเกตค่อนข้างยาก เพราะจุดค่อนข้างเล็ก แล้วต่างจากหูฟังรุ่นก่อนๆ ของ Nothing ที่จะใช้จุดสีแดงเป็นตัวบอกว่าเป็นหูข้างขวาซึ่งสังเกตได้ง่ายกว่า

ตัวหูฟังมีมาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำ IP54 รองรับเหงื่อและละอองน้ำจากการใช้งานทั่วไป แต่ไม่เหมาะกับการว่ายน้ำหรือแช่น้ำ

คุณภาพเสียง: เบสพอมี แยกเครื่องดนตรีได้ดี แต่มิติยังค่อนข้างแบน

CMF Clip Pro ใช้ไดรเวอร์ Dynamic แบบแม่เหล็กคู่ขนาด 10.8 มม. พร้อมเทคโนโลยี Ultra Bass สำหรับเพิ่มน้ำหนักเสียงย่านต่ำ ส่วนดีไซน์ที่ไม่ปิดช่องหูก็ทำให้เสียงแวดล้อมยังเข้ามาระหว่างฟังเพลงได้

ส่วนลำโพงและก้านโค้งของหูฟัง CMF Clip Pro ขณะถือในมือ
ส่วนลำโพงอยู่ด้านหน้าใบหู ดีไซน์เปิดทำให้เสียงแวดล้อมยังเข้ามาระหว่างฟังเพลงได้

จากที่ฟัง เสียงเบสมีมาให้พอสมควร แต่ยังไม่แน่นและไม่มีแรงปะทะมากนัก ซึ่งนี้ถือเป็นข้อจำกัดของหูฟังแบบ Open-ear แม้ค่า EQ เริ่มต้นจะเพิ่มเบสมาให้แล้ว ก็ยังไม่ให้ความรู้สึกหนักแน่นแบบหูฟัง In-Ear ที่ซีลช่องหูได้ดี

มิติเสียงโดยรวมค่อนข้างแบน ผมไม่รู้สึกถึงความลึกหรือการโอบล้อมของเวทีเสียงได้มากนัก แต่ยังแยกเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้ค่อนข้างดี ฟังเพลงทั่วไปแล้วเพลิดเพลินได้

สำหรับการฟังเพลงระหว่างทำงานหรือทำกิจกรรมอื่น ผมพอใจกับเสียงที่ได้ แต่ถ้าให้ความสำคัญกับเบสหนัก ๆ หรือมิติเสียงเป็นหลัก นี่เป็นจุดที่ควรลองฟังด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ

ปรับเสียงผ่าน Nothing X ได้ทั้ง EQ และ Fixed Spatial Audio

แอป Nothing X มี EQ สำเร็จรูปให้เลือก และปรับเองได้ผ่าน EQ แบบ 3 แบนด์ ครอบคลุมเสียงเบส กลาง และแหลม แม้จะไม่ละเอียดเท่า Equalizer ที่แยกหลายย่านความถี่ แต่ก็ใช้ปรับบุคลิกเสียงตามความชอบได้

หน้าจอ Equalizer ในแอป Nothing X วางข้างหูฟังและเคส CMF Clip Pro
EQ แบบ 3 แบนด์ใช้ปรับเสียงเบส กลาง และแหลมให้เข้ากับความชอบ

นอกจากนี้ยังมี Fixed Spatial Audio สำหรับจำลองเสียงโอบล้อมแบบตำแหน่งตายตัว เป็นอีกตัวเลือกสำหรับการฟังเพลงหรือดูคอนเทนต์

ผมมองว่าการปรับเหล่านี้มีไว้เลือกเสียงให้เข้ากับความชอบ ส่วนข้อสังเกตเรื่องเบสและมิติเสียงของหูฟังยังเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมกันอยู่

LDAC ให้เสียงดีขึ้น แต่ผมเลือกใช้ AAC เป็นหลัก

CMF Clip Pro รองรับ Hi-Res Audio Wireless ผ่าน LDAC ซึ่งเป็นรูปแบบการส่งเสียงผ่าน Bluetooth ที่รองรับบิตเรตสูงกว่า AAC โดยอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อต้องรองรับ LDAC ด้วย

เมนู High-quality audio ในแอป Nothing X มีตัวเลือก AAC และ LDAC
ลองสลับ AAC กับ LDAC เพื่อเปรียบเทียบเสียง โดยอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อต้องรองรับ LDAC ด้วย

เมื่อสลับจาก AAC มาใช้ LDAC ผมได้ยินว่าคุณภาพเสียงดีขึ้นบ้าง แต่ความต่างไม่ได้มากนัก โดยเฉพาะระหว่างเดินทางหรืออยู่ในที่ที่มีเสียงแวดล้อม รายละเอียดที่ต่างกันยิ่งแยกได้ยากขึ้น

ผมจึงเลือกใช้ AAC เป็นหลัก เพราะเสียงที่ได้ยังน่าพอใจสำหรับการฟังระหว่างวัน ส่วนคนที่มีอุปกรณ์รองรับ LDAC ก็เปิดลองเปรียบเทียบได้ว่าความต่างที่ได้ยินคุ้มกับการเลือกใช้หรือไม่

Sound Seal ลดเสียงรั่วได้ แต่คุณภาพเสียงลดลงด้วย

เสียงรั่วเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเมื่อใช้หูฟังแบบเปิด โดยเฉพาะในออฟฟิศหรือห้องเงียบ ๆ คนที่นั่งใกล้อาจได้ยินเสียงจากหูฟังเมื่อเราเปิดดัง

CMF Clip Pro มี Directional Audio สำหรับควบคุมทิศทางเสียง ร่วมกับ Sound Seal สำหรับลดเสียงรั่ว จากที่ลองเปิดใช้งาน Sound Seal ช่วยลดเสียงที่เล็ดลอดออกไปได้ในระดับหนึ่ง แต่คุณภาพเสียงที่ผมได้ยินลดลงด้วย

ฟีเจอร์นี้จึงมีประโยชน์เมื่ออยากลดการรบกวนคนรอบข้าง แต่ยังป้องกันเสียงรั่วไม่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อเปิดระดับเสียงดัง ส่วนเวลาที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียง ก็ต้องพิจารณาข้อแลกเปลี่ยนนี้

ในแอป Nothing X เลือกได้ว่าจะให้ Sound Seal ทำงานกับเสียงสนทนาทางโทรศัพท์หรือเสียงทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องใช้การตั้งค่าเดียวกับทุกกิจกรรม

เมนู Anti-leakage mode ในแอป Nothing X แสดงตัวเลือก Audio, Calls only และ Off
เลือกให้ Sound Seal ทำงานเฉพาะการโทรหรือเสียงทั้งหมดได้ แต่จากการทดลองคุณภาพเสียงลดลงเมื่อเปิดใช้

Smart Dial ควบคุมได้จากเคส แต่เผลอสัมผัสในกระเป๋าได้

Smart Dial เป็นปุ่มหมุนบนเคสชาร์จ ใช้ปรับระดับเสียง เล่นหรือหยุดเพลง ข้ามเพลง และเรียกผู้ช่วยเสียงได้ สำหรับเครื่องที่ผมทดลอง การควบคุมเหล่านี้ถูกปิดไว้เป็นค่าเริ่มต้น ต้องเข้าไปกำหนดคำสั่งใน Nothing X ก่อน

ข้อดีคือเวลาที่โทรศัพท์อยู่ในกระเป๋า เราหยิบเคสขึ้นมาควบคุมเพลงได้ โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ออกมา แต่ปุ่มที่อยู่บนเคสก็มีโอกาสถูกสัมผัสหรือกระแทกโดยไม่ตั้งใจตอนเก็บในกระเป๋า ทำให้เพลงหยุดหรือระดับเสียงเปลี่ยนได้

สุดท้ายผมตั้งให้ Smart Dial ใช้หมุนปรับเสียงเพียงอย่างเดียว เพื่อลดโอกาสเผลอสั่งหยุดหรือข้ามเพลง แม้ยังมีโอกาสหมุนปรับเสียงโดยไม่ตั้งใจอยู่บ้าง

บนตัวหูฟังเองก็มีปุ่มกดบริเวณแคปซูลด้านหลังใบหู ปุ่มค่อนข้างใหญ่ กดได้สะดวกโดยไม่ต้องคลำหานาน

ผมชอบแนวคิดของ Smart Dial แต่ในการใช้งานจริง การเลือกเปิดเฉพาะคำสั่งที่ใช้บ่อยเหมาะกับผมมากกว่าการเปิดทุกอย่างไว้พร้อมกัน

ไมโครโฟนโทรคุยได้ชัด แต่ถ้าพูดเบามากแล้วมีเสียงอู้อี้

CMF Clip Pro มีไมโครโฟน 4 ตัว ทำงานร่วมกับ VPU หรือ Voice Pickup Unit เพื่อจับเสียงพูดและลดเสียงรบกวนขณะสนทนา

จากที่ลองโทรศัพท์ คู่สนทนาได้ยินเสียงพูดค่อนข้างชัดเจนในการใช้งานทั่วไป และระบบกรองเสียงรบกวนภายนอกทำงานได้ดีพอสมควร แต่เมื่อผมพูดเบามาก บางครั้งเสียงที่ส่งไปมีอาการอู้อี้จนฟังยากขึ้น โดยรวมแล้วสำหรับการโทรคุยระหว่างวัน ผมพอใจกับไมโครโฟนของรุ่นนี้

การเชื่อมต่อและแบตเตอรี่

CMF Clip Pro รองรับ Bluetooth 5.4 และเชื่อมต่ออุปกรณ์สองเครื่องได้ มี Google Fast Pair กับ Microsoft Swift Pair สำหรับจับคู่กับอุปกรณ์ที่รองรับ ส่วนแอป Nothing X ใช้จัดการ EQ ปุ่มควบคุม ฟีเจอร์เสียง และอัปเดตเฟิร์มแวร์

ด้านแบตเตอรี่ CMF ให้ตัวเลขฟังเพลงสูงสุด 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และสูงสุด 32.5 ชั่วโมงเมื่อรวมเคสชาร์จ พร้อมชาร์จเร็ว 10 นาทีสำหรับฟังเพลงได้สูงสุด 4 ชั่วโมง

ระหว่างที่ใช้ ผมรู้สึกว่าแบตเตอรี่เพียงพอกับการฟังเพลงในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องชาร์จบ่อยนัก โดยการใช้ผมจะเสียบชาร์จตัวเคสประมาณ 3-4 วันครั้งนึง

สรุป รีวิว CMF Clip Pro คุ้มกับราคา 3,999 บาทไหม?

CMF Clip Pro วางคู่กับ Nothing Phone 4 (a)

สำหรับผม ความสบายคือเหตุผลหลักที่ทำให้ CMF Clip Pro น่าสนใจ ใส่ต่อเนื่องแล้วไม่เจ็บหู หนีบได้กระชับ และตอนออกกำลังกายก็ไม่หลุดง่าย เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความรู้สึกของจุกยางอุดช่องหู และอยากฟังเพลงพร้อมกับได้ยินเสียงรอบตัว

สิ่งที่ต้องยอมรับคือเบสยังไม่หนักแน่น มิติเสียงค่อนข้างแบน แต่ฟังเทียบกับหูฟังทรงนี้ของแบรนด์อื่น ผมแอบชอบของ CMF Clip Pro มากที่สุด

ฟีเจอร์ Sound Seal ลดเสียงรั่วได้โดยแลกกับคุณภาพเสียง ส่วน Smart Dial ใช้งานสะดวก แต่ควรตั้งคำสั่งให้เข้ากับพฤติกรรมการพกเคสของตัวเอง รุ่นนี้ไม่มี ANC สำหรับตัดเสียงรบกวนภายนอกด้วย จึงต้องพิจารณาว่าเหมาะกับสถานที่ที่เราใช้ฟังเพลงบ่อยหรือไม่

ถ้าความสบายและการสวมใช้งานระหว่างวันเป็นสิ่งที่ต้องการ ผมคิดว่า CMF Clip Pro คุ้มให้พิจารณาในราคา 3,999 บาท แต่ถ้าเน้นเบส มิติเสียง หรือการตัดเสียงรบกวนเป็นหลัก ข้อจำกัดที่พบในการรีวิวนี้ควรมีน้ำหนักในการตัดสินใจ

CMF Clip Pro วางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ราคา 3,999 บาท

ZANZAB REVIEW

คะแนนและสรุปรีวิว

CMF Clip Pro

Overall

4.2 / 5.0

คะแนนโดย Gogolico

หูฟัง Open-Ear แบบคลิปหนีบ

เปิดตัวราคา 3,999 บาท ใส่สบาย เบา กระชับ มี LDAC และ Smart Dial เสียงน่าพอใจ แต่เบสไม่แน่น ไม่มี ANC และมีเสียงรั่วอยู่บ้าง เหมาะกับใช้ในชีวิตประจำวัน

คะแนนรายด้าน

ดีไซน์
4.3 / 5.0
ประสิทธิภาพ
4.0 / 5.0
ฟีเจอร์
4.0 / 5.0
ความคุ้มค่า
4.3 / 5.0

จุดเด่น

  • ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ทั้งตัวหูฟังและเคส
  • น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย
  • คุณภาพเสียงน่าพอใจ มี LDAC ปรับ EQ ได้
  • มีระบบช่วยลดการเสียงรั่วระหว่างฟังเพลงหรือสนทนา
  • มี Smart Dial บนเคสชาร์จ ควบคุมเพลง+ปรับระดับเสียงได้
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน สูงสุด 32.5 ชั่วโมงเมื่อรวมเคสชาร์จ

ข้อสังเกต

  • เสียงเบสยังไม่หนักแน่นนัก มิติเสียงค่อนข้างแบน
  • ไม่มี ANC และมีเสียงรั่วอยู่บ้างเมื่อเปิดเสียงดังมาก
  • เปิด Sound Seal แล้วคุณภาพเสียงลดลง
  • Smart Dial อาจถูกสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ