6 จุดเด่นที่คุณจะหลงรัก รีวิว Nothing Headphone (1) Pro หูฟังสุดอินดี้ที่ดีทั้งหน้าตาและเสียงระดับสตูดิโอ
รีวิว Nothing Headphone (1) Pro กับ 6 จุดเด่น ทั้งดีไซน์ ไดรเวอร์ 3 ตัว EQ และ Spatial Audio พร้อมประสบการณ์ใช้จริงและข้อสังเกตก่อนซื้อ
Table of Contentเลือกหัวข้อที่อยากอ่าน
รีวิว Nothing Headphone (1) Pro มาพร้อมไดรเวอร์ 3 ตัว การปรับ EQ ที่เลือกได้ตั้งแต่พรีเซ็ตไปจนถึงการจูนละเอียด และโหมดเสียงที่พัฒนาร่วมกับ Metropolis Studios ทำให้หูฟังรุ่นนี้มีอะไรให้ได้ลองอย่างสนุกมาก พอ ๆ กับดีไซน์กระจกและโลหะที่สะดุดตา ใครชอบเลือกโทนเสียงให้เข้ากับเพลงและอารมณ์ของตัวเอง น่าจะสนุกกับการค้นหาสไตล์การฟังบนหูฟังรุ่นนี้
รีวิวนี้ หลังจากผมผมใช้ Headphone (1) Pro เป็นหูฟังหลักประมาณสองสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 4–5 ชั่วโมง ทั้งฟังเพลง ทำงาน ดูหนัง เล่นเกม และเดินทาง โดยใช้กับ Nothing Phone 4(a) และ iPhone 18 Pro Max จากการใช้ในหลายสถานการณ์ ผมเลือกมาเล่าเป็น 6 จุดเด่น ตั้งแต่สิ่งที่เห็นและสัมผัส ไปจนถึงเสียงและความสะดวกที่ได้ใช้จริง
1. ดีไซน์สุดอินดี้ที่แต่งตัวไปด้วยกันได้ พร้อมวัสดุพรีเมียม

รูปทรงของ Headphone (1) Pro ยังมีเอกลักษณ์ต่อเนื่องจากรุ่นแรก เห็นแล้วจำได้ว่าเป็น Nothing แต่รายละเอียดใต้ส่วนโปร่งใสถูกลดลงให้ดูเรียบกว่าเดิม เครื่องที่ผมได้ลองมีโทนสว่างออกเงินจากผิวอะลูมิเนียม เป็นความโดดเด่นที่ใส่กับเสื้อผ้าได้หลายแบบ และส่วนตัวผมก็ชอบเวลาคล้องมันไว้ที่คอด้วย
รุ่นนี้ใช้เฟรมอะลูมิเนียม ก้านไทเทเนียม และกระจก Panda Glass ด้านนอกครอบหู จับแล้วรู้สึกถึงงานประกอบที่ประณีต มีสีให้เลือก White และ Black ความรู้สึกพรีเมียมจึงมาจากทั้งภาพที่เห็นและสัมผัสตอนหยิบใช้
ผมมองว่าการเก็บรายละเอียดให้เรียบขึ้นทำให้รุ่นนี้เข้าถึงคนได้หลายวัย คนที่ชอบแฟชันและอยากได้อุปกรณ์ที่แสดงรสนิยมของตัวเองมีอะไรให้เล่น ขณะเดียวกันคนที่ชอบโทนสุขุมก็ยังใส่ได้โดยไม่รู้สึกว่าวัยรุ่นเกินไป

เคสที่แถมมาก็ไปในทางเดียวกัน เป็นฮาร์ดเคสพลาสติกโทนขาวงา มีจุดคล้องสายและของตกแต่ง จะติดสติกเกอร์หรือห้อย Charm เพิ่มก็เข้ากับหน้าตาของมันดี ถ้าชอบแต่งอุปกรณ์ให้เป็นสไตล์ตัวเอง ทั้งหูฟังและเคสก็มีพื้นที่ให้สนุกกับเรื่องนี้
2. ฟองน้ำนุ่มและกระจายน้ำหนักดีขึ้น ใส่แว่นก็สบายกว่าเดิม

ระหว่างใช้เป็นหูฟังหลัก ผมให้ความสำคัญกับความรู้สึกตอนสวมพอ ๆ กับเสียง เพราะต่อให้ชอบเพลงที่ได้ยินมากแค่ไหน ถ้าใส่แล้วกดศีรษะหรือขาแว่นจนรำคาญก็คงหยิบมาใช้บ่อยไม่ได้ สำหรับรุ่นนี้ผมรู้สึกว่าการกระจายน้ำหนักทำได้ค่อนข้างดี แรงกดที่กลางศีรษะมีไม่มากนัก
Nothing ปรับแผ่นบุก้านคาดให้หนาขึ้น 12% และก้านคาดกว้างขึ้น 10% เมื่อเทียบกับ Headphone (1) พร้อมครอบหูที่หมุนปรับรับกับศีรษะได้ถึง 20 องศา ส่วนความรู้สึกที่ผมสังเกตได้โดยตรงคือฟองน้ำดูนุ่มขึ้น และเมื่อใส่แว่นก็อึดอัดน้อยกว่ารุ่นแรก
ช่วงที่สวมต่อเนื่องเกินหนึ่งชั่วโมงอย่างการนั่ง BTS ยังใช้ได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดมาก ในอากาศปกติก็ใส่ฟังเพลงหรือทำงานต่อได้สบายพอสมควร เป็นรายละเอียดที่อาจไม่โดดเด่นเท่าไดรเวอร์หรือโหมดเสียง แต่มีผลกับการเลือกใช้เป็นหูฟังประจำวันจริง ๆ
3. ไดรเวอร์ 3 ตัว และ EQ ที่ปรับหาเสียงถูกใจได้หลายระดับ

จุดเปลี่ยนสำคัญด้านเสียงคือระบบไดรเวอร์ 3 ตัว ประกอบด้วย Bass Dynamic Driver ขนาด 40 มม., Precision Dynamic Driver ขนาด 13 × 8 มม. และ Treble xMEMS Driver แบบ Solid-State ทั้งหมดถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันครอบคลุมการตอบสนองความถี่ 20 Hz–40 kHz โดยการจูนเสียงหลักเป็นของ Nothing
ในรสนิยมการฟังของผม Headphone (1) Pro เข้ากับเพลงสนุก ๆ ที่มีบีตชัด และจุดที่ชอบมากคือสามารถขยับจากโทนที่ตั้งมาไปหาเสียงที่ถูกใจได้ เมื่อเลือกพรีเซ็ตแล้วปรับอีกเล็กน้อยก็ได้บุคลิกที่อยากฟัง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจูนทุกอย่างเอง
ใน Nothing X มี Simple EQ ให้เลือกอย่าง Balanced, More bass, More treble, More vocals และ More detail ส่วนคนที่อยากปรับละเอียดขึ้นมี Advanced EQ ให้เลือกตำแหน่งความถี่และระดับการปรับได้อิสระ แยกการจูน Main Driver กับ Precision Driver รวมถึงเลือกโปรไฟล์เพิ่มเติมจาก EQ Library ได้
Personal Sound ก็เป็นอีกส่วนที่ผมได้ลอง โดยฟังเสียงทดสอบแยกหูซ้ายและขวาเพื่อสร้างโปรไฟล์ตามการได้ยิน หลังทำเสร็จผมรู้สึกว่ารายละเอียดเสียงในแต่ละย่านชัดขึ้น เป็นการปรับที่เริ่มจากการได้ยินของตัวเอง แล้วจึงค่อยเลือกว่าจะปรับโทนเพิ่มเติมอีกแค่ไหน

ฝั่งการฟังเพื่อตรวจงานยังมี Flat EQ ที่พัฒนาร่วมกับ Metropolis Studios มุ่งลดการแต่งเติมของเสียงสำหรับฟังเทียบหรือเปรียบเทียบมิกซ์ และมีสวิตช์เฉพาะด้านในครอบหูซ้ายให้สลับได้โดยไม่เข้าแอป ความร่วมมือด้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการฟังแบบสตูดิโอที่รุ่น Pro นำมาให้เลือกใช้งาน

สำหรับคนฟังทั่วไป ประโยชน์ที่ผมเห็นชัดคือมีทั้งทางเริ่มต้นที่ง่ายและเครื่องมือให้ลองต่อ คนที่อยากเปิดฟังเร็ว ๆ ใช้พรีเซ็ตได้ ส่วนคนที่ชอบจูนก็ลงรายละเอียดได้ตามความสนใจ และไม่จำเป็นต้องเลือกโทนเดียวกันกับคนอื่น
4. Spatial Audio เปลี่ยนบรรยากาศเพลงได้ถึง 5 แบบ
นอกจากปรับโทนเสียงแล้ว Headphone (1) Pro ยังมี Dynamic Spatial Audio พร้อม Head Tracking ให้เปลี่ยนบรรยากาศการฟังได้ 5 โหมด ได้แก่ Standard, Studio B, Live House, Club และ Concert Hall เลือกได้ใน Nothing X จึงมีทั้งการฟังแบบปกติและตัวเลือกที่เพิ่มมิติให้เพลง
Studio B พัฒนาร่วมกับ Metropolis Studios โดยได้แรงบันดาลใจจากห้องควบคุมเสียงของสตูดิโอ ส่วนโหมดที่ผมชอบเป็นพิเศษคือ Live House กับ Club เพราะให้ความรู้สึกโอบล้อม แต่ยังไม่กว้างเกินไปสำหรับรสนิยมของผม เปิดแล้วได้บรรยากาศอีกแบบที่เลือกใช้ตามอารมณ์ได้
ผมลองฟังเพลง Spatial Audio ผ่าน Apple Music ด้วย รู้สึกถึงความโอบล้อมและการตอบสนองต่อการหันศีรษะได้ชัด โดยความรู้สึกขึ้นอยู่กับเพลงที่เปิด ประเด็นที่สนุกกับฟีเจอร์นี้คือการได้ลองว่าเพลงที่คุ้นเคยเข้ากับบรรยากาศแบบไหน และเลือกกลับมาใช้แบบที่ตัวเองชอบ
5. ANC กับ Transparency ช่วยให้ฟังเพลงและเดินทางคล่องขึ้น

ระบบ Real-time Adaptive ANC ของรุ่นนี้ใช้ไมโครโฟน 10 ตัว มีสเปกลดเสียงสูงสุด 46 dB ส่วนในการใช้จริงผมรู้สึกว่าลดเสียงย่านต่ำได้มาก และโหมดที่เลือกใช้คือ Adaptive ให้หูฟังปรับตามสภาพแวดล้อมไปเอง ระหว่างเปิดตัดเสียงก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัด
การใช้งานอีกด้านที่ผมชอบคือ Transparency เวลาหยุดเพลงหรือเปิดเบา ๆ ยังได้ยินเสียงภายนอกชัดพอจะสนทนาและฟังสิ่งรอบตัว ระหว่างนั่ง BTS ก็ยังพอได้ยินเสียงประกาศสถานี เป็นฟังก์ชันที่ได้ใช้จริงในวันที่ต้องเดินทางและรับรู้สิ่งรอบข้างไปด้วย
สำหรับการสนทนามีระบบ ENC ไมโครโฟน 4 ตัวช่วยจัดการเสียงรบกวน การโทรในออฟฟิศที่เสียงไม่ดังมากทำได้ชัดเจน ทำให้ใช้หูฟังตัวเดิมต่อจากฟังเพลงมารับสายได้สะดวก ทั้งโหมดตัดเสียง เปิดรับเสียง และไมค์จึงมีหน้าที่กับช่วงเวลาต่าง ๆ ระหว่างวัน
6. ปุ่มคลำใช้ง่าย ใช้สองมือถือคล่อง และต่อ USB-C ฟังเพลงได้

การแยกรูปแบบปุ่มเป็นสิ่งที่ผมชอบตั้งแต่เริ่มใช้ Roller ใช้หมุนปรับระดับเสียงและกดเล่นหรือหยุดเพลง ส่วน Paddle ใช้โยกเปลี่ยนเพลงหรือควบคุมสายเรียกเข้า มี Button ที่ตั้งหน้าที่ได้ใน Nothing X และสวิตช์เปิด–ปิดเครื่องแยกต่างหาก พอจำตำแหน่งได้ มือก็แยกออกจากรูปทรงและวิธีขยับว่าแต่ละปุ่มใช้ทำอะไร
การเชื่อมต่อใช้ Bluetooth 6.1 รองรับ AAC, SBC และ LDAC โดยผมเลือกเปิด LDAC บน Nothing Phone 4(a) ที่ใช้ฟัง Spotify กับ YouTube Music ส่วน iPhone 18 Pro Max ใช้ Apple Music ผ่านการเชื่อมต่อไร้สายแบบ AAC และใช้งาน Nothing X ได้ไม่มีปัญหาที่พบในการลองครั้งนี้
Dual connection ช่วยให้การใช้มือถือสองเครื่องสะดวกขึ้นจริง ผมฟังเพลงจากเครื่องหนึ่ง แล้วเมื่อมีสายเข้าอีกเครื่องก็กดรับได้เลย การเชื่อมต่อและสลับใช้งานทำได้รวดเร็วไม่ติดขัด จึงเข้ากับวันที่ต้องใช้อุปกรณ์มากกว่าหนึ่งเครื่อง

บน iPhone อีกวิธีที่ผมชอบมากคือ USB-C Audio เมื่อต่อสายแล้วรู้สึกว่าได้รายละเอียดเพลงเพิ่มขึ้น ตัวหูฟังรองรับ Lossless ผ่าน USB-C สูงสุด 24-bit/192 kHz จึงมีทางเลือกฟังแบบมีสายเพิ่มเติมจาก Bluetooth และยังมีช่อง AUX 3.5 มม. สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสียงที่รองรับด้วย

ด้านฟีเจอร์เพิ่มเติม มี Low-latency mode ให้เปิดใน Nothing X สำหรับเล่นเกม ส่วนการดูหนังตามปกติผมไม่รู้สึกว่าเสียงกับภาพหน่วงจนรบกวน หากใช้กับ Nothing Phone ยังมีทางเลือกเรียก ChatGPT และฟัง Essential News ผ่านระบบของ Nothing OS ขณะที่ Auracast รองรับทั้งส่งและรับเสียงร่วมกับอุปกรณ์ที่รองรับ โดยใช้ LC3 สำหรับ Broadcast Audio
แบตเตอรี่ก็ช่วยให้ใช้เป็นหูฟังหลักได้สะดวก ด้วยรูปแบบใช้งานเฉลี่ยวันละ 4–5 ชั่วโมงของผมสามารถใช้ข้ามวันได้หลายวัน แม้เปิด LDAC ก็ยังไม่รู้สึกว่ารบกวนรอบการใช้งานประจำวันมากนัก ตัวแบตเตอรี่มีความจุ 1,060 mAh สเปกฟังผ่าน AAC/SBC อยู่ที่สูงสุด 30 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC และ 68 ชั่วโมงเมื่อปิด ส่วน LDAC อยู่ที่สูงสุด 28 และ 53 ชั่วโมงตามลำดับ
การชาร์จใช้ USB-C มีสเปกชาร์จเต็มประมาณ 2 ชั่วโมง และชาร์จเร็ว 5 นาทีเพื่อฟังต่อได้สูงสุด 2 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC หรือ 4 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC สำหรับผม ความสะดวกที่ได้สัมผัสคือใช้ต่อเนื่องข้ามวันได้หลายวัน ส่วนตัวเลขระยะเวลาสูงสุดและชาร์จเร็วเป็นสเปกผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ผลจับเวลาทดสอบครั้งนี้
ข้อสังเกตที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้
น้ำหนัก 327 กรัมยังเป็นสิ่งที่รู้สึกได้ขณะสวม แม้การกระจายน้ำหนักจะทำได้ดี และเมื่ออยู่กลางแจ้งหรืออากาศอบอ้าวนาน ๆ ก็เริ่มรู้สึกชื้นรอบหู โดยเฉพาะคนเหงื่อออกง่าย แม้มีมาตรฐาน IP52 ส่วนตัวผมก็เลือกใช้กับการฟังเพลง ทำงาน และเดินทาง มากกว่าการออกกำลังกาย
วัสดุที่ดูสวยก็ต้องดูแลเช่นกัน กระจกมีรอยนิ้วมือขึ้นง่ายจากการจับใช้จริง ส่วนผิวมันของเคสทำให้ผมกังวลเรื่องรอยขนแมวในระยะยาว จนเลือกห่อผ้าไว้อีกชั้นตอนเก็บ
ANC โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับผม แต่ในพื้นที่จอแจยังมีเสียงภายนอกเข้ามา จึงไม่ถึงกับทำให้เงียบสงัด ส่วนการโทรริมถนนหรือบริเวณเสียงดัง ความคมชัดของเสียงพูดลดลงบ้างระหว่างระบบจัดการเสียงรบกวน แม้ยังอยู่ในระดับที่สนทนากันได้ดี
Flat EQ เป็นฟีเจอร์เฉพาะทางที่ผมไม่ค่อยได้ใช้ จึงยังไม่ได้ประเมินความเหมาะสมกับงานเสียงมืออาชีพอย่างจริงจัง อีกเงื่อนไขคือเปิด Flat EQ แล้วจะใช้ Equaliser, Spatial Audio และ Transparency ไม่ได้ ส่วน AUX ครั้งนี้ผมยังไม่ได้ลอง ประสบการณ์แบบมีสายที่เล่าไปจึงมาจาก USB-C
หากเทียบสเปกแบตเตอรี่กับ Headphone (1) รุ่นแรกที่ระบุสูงสุด 35 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC และ 80 ชั่วโมงเมื่อปิด รุ่น Pro มีระยะเวลาสั้นลงเป็น 30 และ 68 ชั่วโมงสำหรับ AAC/SBC จึงเป็นข้อแลกเปลี่ยนสำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับระยะเวลาฟังต่อเนื่องยาว ๆ แม้การใช้วันละไม่กี่ชั่วโมงของผมยังอยู่ได้หลายวันก็ตาม
สรุป รีวิว Nothing Headphone (1) Pro หูฟังสำหรับคนที่อยากเลือกทั้งสไตล์และเสียงของตัวเอง
Headphone (1) Pro เข้ากับคนที่ชอบอุปกรณ์ดีไซน์มีเอกลักษณ์ และอยากใช้หูฟังเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัวพอ ๆ กับการฟังเพลง สำหรับรสนิยมของผม มันเหมาะกับเพลงสนุก บีตชัด และได้ความยืดหยุ่นจากการเลือกพรีเซ็ต ทำ Personal Sound หรือปรับ EQ ต่อจนเจอโทนที่ชอบ
คนฟังทั่วไปเริ่มใช้งานจากตัวเลือกง่าย ๆ ได้ ส่วนคนชอบทดลองก็มีทั้ง Advanced EQ และโหมด Spatial ให้เล่นต่อ จุดที่ทำให้ผมหยิบมาใช้ระหว่างวันจึงมีทั้งหน้าตา การควบคุม การใช้กับสองมือถือ และวิธีฟังผ่าน USB-C ขณะที่แนวคิดการฟังแบบสตูดิโอเป็นอีกทางเลือกจากความร่วมมือกับ Metropolis Studios ให้สำรวจตามความสนใจ
ยังไงแล้ว จะชอบหรือไม่หรือจะเหมาะกับคุณหรือเปล่า ผมก็อยากให้คุณไปลองฟังเสียงจริงๆ ดูว่าจะใช้สไตล์แบบที่คุณชอบหรือไม่ ดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ Nothing
ดีไซน์และรายละเอียด Nothing Headphone (1) Pro




ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok



