
Western Digital เผยผลสำรวจลูกค้าและผู้จัดจำหน่ายทั่วโลก พบว่าองค์กรส่วนใหญ่กำลังปรับแนวคิดเรื่อง โครงสร้างพื้นฐาน AI จากการไล่ล่าประสิทธิภาพสูงสุด มาสู่การสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลที่มั่นคง ขยายได้ และคุ้มค่าในระยะยาว โดยผลสำรวจเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างลูกค้าและผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ทั่วโลก เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ
สาระสำคัญของผลสำรวจนี้อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เมื่อ AI เริ่มออกจากห้องทดลองและเข้าสู่การใช้งานจริงระดับองค์กร ทรัพยากรด้านการประมวลผลสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่ข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชุดข้อมูลสำหรับการเทรน บันทึกการประมวลผล (Inference Logs) หรือผลลัพธ์ต่างๆ ยังคงสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวันหยุด
ตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดจากผลสำรวจนี้คือ 87% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า การขยายความจุและการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของระบบ (TCO) คือลำดับความสำคัญสูงสุดในการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน สะท้อนให้เห็นว่าแม้เทคโนโลยี AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ฝ่ายที่ถือกระเป๋าเงินยังคงถามคำถามเดิมว่า “คุ้มค่าไหม และขยายระบบต่อไปได้อีกนานแค่ไหน”
นอกจากนี้ 74% ระบุถึงข้อได้เปรียบของโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ HDD ในแง่ต้นทุนต่อหน่วยความจำและความสามารถในการขยายระบบ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าฮาร์ดไดรฟ์แบบจานแม่เหล็กยังไม่ถูกทดแทน แม้ราคา SSD จะลดลงมาในระยะหลัง
ความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองอีกจุดหนึ่งคือการมองข้ามค่าความหน่วง (Latency) ในฐานะตัวชี้วัดหลัก ผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 7% เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความหน่วง ขณะที่ 69% หันมาให้ความสำคัญกับการรองรับเวิร์กโหลดการเทรนและการประมวลผลของ AI รวมถึงความน่าเชื่อถือและความพร้อมใช้งานของระบบในระดับเท่ากัน
ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความเป็นจริงของ AI ในระดับองค์กร ที่ระบบต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง การที่ระบบหยุดชะงักกลางคันย่อมสร้างความเสียหายมากกว่าการที่ข้อมูลโหลดช้าไปสักเสี้ยววินาที โครงสร้างพื้นฐานจึงถูกออกแบบให้รองรับปริมาณงาน (Throughput) ได้สม่ำเสมอ มากกว่าการวิ่งให้เร็วที่สุดเป็นระยะสั้น
ผลสำรวจยังเผยให้เห็นแนวโน้มที่น่าสนใจในระดับกลยุทธ์ ซึ่งอาจขัดกับความคาดหมายของหลายคนในวงการ นั่นคือ 66% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าพวกเขาได้ลดความสำคัญ หรืออยู่ระหว่างพิจารณาลดความสำคัญของเทคโนโลยีที่เพิ่งออกใหม่ เพื่อหันมาใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านการทดสอบจากการใช้งานจริงมาแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อ AI เริ่มกลายเป็นระบบงานหลักที่ต้องพึ่งพาได้จริง องค์กรต่างๆ ไม่ต้องการเสี่ยงกับเทคโนโลยีที่ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ในสนามจริง ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพที่คาดการณ์ได้จึงมีมูลค่ามากกว่าฟีเจอร์ใหม่ที่ยังไม่แน่ใจ
เมื่อพิจารณาสัดส่วนการใช้งานจริง ผลสำรวจพบว่า 70% ของผู้ตอบที่มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรระบุว่า HDD ยังคงคิดเป็นมากกว่า 50% ของความจุการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมด และในจำนวนนั้น 35% ระบุว่าสัดส่วน HDD ในองค์กรของตนสูงกว่า 75%
คุณอาบิช โมฮาเหม็ด จาก Amstergi Middle East ให้ความเห็นตรงกับตัวเลขนี้ว่า HDD สามารถมอบการจัดเก็บข้อมูลที่น่าเชื่อถือ รองรับการขยายตัว และมีต้นทุนที่คุ้มค่ากว่า จึงเหมาะสำหรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลและการเก็บรักษาข้อมูลในระยะยาว
ผู้ตอบแบบสำรวจรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อยังระบุว่า อนาคตของระบบจัดเก็บข้อมูลไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง HDD กับ SSD แต่คือการทำงานร่วมกันของทั้งสองเทคโนโลยีในสถาปัตยกรรมแบบลำดับชั้น (Tiered Storage) ที่ใช้ SSD สำหรับงานที่ต้องการความเร็วสูง และ HDD สำหรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมากในระยะยาว
คุณอาเหม็ด ชีฮับ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ WD สรุปสาระสำคัญของผลสำรวจได้อย่างตรงประเด็นว่า AI ถือเป็นความท้าทายด้านระบบข้อมูลโดยพื้นฐาน ไม่ใช่เพียงความท้าทายด้านการประมวลผลเท่านั้น พร้อมระบุว่าแม้ทรัพยากรด้านการประมวลผลจะนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่ข้อมูลยังคงอยู่และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มุมมองนี้เปลี่ยนโจทย์ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่องค์กรอาจเน้นงบประมาณไปที่ GPU และหน่วยประมวลผล ผลสำรวจชุดนี้ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลที่รองรับการเติบโตระยะยาวคือโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนรองรับข้อมูลระดับเอ็กซะไบต์ (Exabyte) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok