
การเตรียมพลังงานให้พร้อม การปรับวิธีทำงานขององค์กร และการพัฒนาคนให้ใช้ AI ได้อย่างเข้าใจ เป็นประเด็นที่ผู้นำภาครัฐและเอกชนร่วมเสนอในเวที Thailand Foresight Roundtable 2026 by True ซึ่งเครือซีพีและทรู คอร์ปอเรชั่นจัดขึ้นภายในงาน CP Innovation Exposition 2026 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค
เวทีนี้ใช้หัวข้อ “THAILAND’S FUTURE INNOVATION FRONTIER” สำรวจโอกาสประเทศไทยในเศรษฐกิจโลกยุค Next Intelligence Economy โดยศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสและประธานคณะกรรมการด้านนวัตกรรม เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ก่อนการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านพลังงาน ธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจอัจฉริยะ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในปาฐกถา “Thailand’s Next Growth Infrastructure” ว่าไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอ พร้อมความสามารถและซัพพลายเชนที่เป็นปัจจัยดึงดูดผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาลงทุน โดยมองว่าพลังงานไฟฟ้าจะเป็นส่วนสำคัญของการแข่งขันในเศรษฐกิจอัจฉริยะ
ในด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เขากล่าวถึงเป้าหมายปรับแผนการผลิตไฟฟ้าสะอาดจาก 20% เป็น 50% ภายใน 10 ปี และมากกว่า 65% ภายในปี 2050 เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้ AI
นอกจากการเพิ่มไฟฟ้าสะอาด ยังมีการศึกษาเทคโนโลยี SMR หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่าขีดความสามารถของ AI เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุก 3 เดือน และมองว่าความเปลี่ยนแปลงนี้กำลังกระทบการแข่งขัน โมเดลธุรกิจ และอนาคตของงาน องค์กรจึงต้องทบทวนทั้งความเป็นไปได้ใหม่และวิธีดำเนินธุรกิจ
เขายกภาพโครงสร้างองค์กรในอนาคตที่อาจมีลักษณะ “นาฬิกาทราย” หรือ Hourglass ซึ่งมีการบริหารที่กระชับคล่องตัว ขณะที่พนักงานระดับปฏิบัติการใช้ AI และ Data ช่วยเพิ่มศักยภาพในการคิด ตัดสินใจ และสร้างคุณค่าได้เสมือนเจ้าของธุรกิจ
มุมมองดังกล่าวให้ความสำคัญกับการทำให้คนทำงานได้มากขึ้น โดยผู้นำต้องลงมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง พร้อมพาคนทั้งองค์กรปรับตัวไปด้วยกัน

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ มองว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะยังเป็นความท้าทายระยะยาว ขณะเดียวกันอาเซียนมีโอกาสจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ท่าเรือ สนามบิน และโรงไฟฟ้า ในประเทศอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และไทย
เขามองว่าอาเซียนมีศักยภาพเป็น New S-Curve ของธุรกิจโลก และไทยมีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ด้านทำเล พร้อมเสนอให้มองการเชื่อมฝั่งอันดามันไปยังอินเดียเพื่อช่วยลดเวลาเดินทาง โดยเห็นโอกาสของประเทศไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ควบคู่กับความจำเป็นที่คนและธุรกิจต้องเรียนรู้และปรับตัว
อุตสาหกรรมที่เขาหยิบยกขึ้นมาในบริบทเศรษฐกิจอัจฉริยะ ได้แก่ ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด และไบโอเทค ซึ่งเชื่อมกับทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและการเตรียมความพร้อมภายในประเทศ

Sachin Chitturu, Partner at McKinsey และ Head of QuantumBlack SEA กล่าวว่ามีโมเดลและขีดความสามารถใหม่ของ AI เกิดขึ้นแทบทุก 10 วัน ทำให้แผนทรานสฟอร์มระยะ 18 เดือนอาจเผชิญความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างน้อย 20 ครั้ง ขณะที่ AI กำลังพัฒนาสู่ AI Agent ที่ทำงานซับซ้อนได้ด้วยตนเองมากขึ้น
เขามองว่าองค์กรส่วนใหญ่ยังเน้นใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพของแต่ละบุคคล และเสนอให้ขยับไปสู่การออกแบบวิธีดำเนินธุรกิจที่สร้างคุณค่าในระดับองค์กร โดยผู้นำต้องขับเคลื่อน 4 ด้านไปพร้อมกัน
อีกประเด็นที่ Sachin เน้นคือความคุ้มค่าและต้นทุนของการใช้ AI รวมถึงความเข้าใจของผู้ใช้งาน เขาให้ความสำคัญกับวิธีนำเทคโนโลยีมาใช้และการใช้ความสามารถของมันให้เต็มที่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ คุณภาพ และต้นทุน

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กล่าวว่าจุดเด่นของพื้นที่อยู่ที่เทคโนโลยี ดิจิทัล และออโตเมชัน โดย AI จะมีบทบาทสำคัญในฐานะเทคโนโลยีพื้นฐานที่รองรับและขับเคลื่อน Intelligent Economy
เขามองว่า AI จะทำให้การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานต่างจากเดิม พร้อมให้ความสำคัญกับคุณภาพของบุคลากรที่รองรับเศรษฐกิจอัจฉริยะ ซึ่งเป็นอีกโจทย์ที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ
มุมมองจาก Thailand Foresight Roundtable 2026 by True จึงเชื่อมโจทย์พลังงานสะอาด การออกแบบองค์กร การใช้ AI ให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดได้ และการพัฒนาคนในพื้นที่เศรษฐกิจไว้ด้วยกัน เพื่อเตรียมรับโอกาสของธุรกิจไทยในเศรษฐกิจอัจฉริยะ ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ทรู
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok