Rapidus จับมือ Cadence ใช้ Agentic AI ออกแบบ SoC เร่งเวลา 2 เท่า

GogolicoGogolicoPR, News21 กรกฎาคม 2026171 Views

Rapidus Corporation ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากญี่ปุ่น จับมือ Cadence (Nasdaq: CDNS) ผสานเทคโนโลยี Cadence InnoStack AI Super Agent เข้ากับแพลตฟอร์ม Rapidus AI-Agentic Design Solution หรือ Raads เพื่อใช้ Agentic AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานอัตโนมัติแทนมนุษย์บางส่วน) ช่วย ออกแบบ ระบบบนชิป หรือ SoC บนเทคโนโลยีการผลิตระดับโหนดขั้นสูง โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาดำเนินงานออกแบบ หรือ Design Turnaround Time (TAT) ได้สูงสุดถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับกระบวนการแบบเดิม

ผสาน Raads กับ InnoStack เร่งเครื่องออกแบบชิปเจเนอเรชันใหม่

โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บวกกับระบบที่ขับเคลื่อนด้วย Physical AI ซึ่งกำลังจะตามมา ทำให้การออกแบบชิปต้องอาศัยการเพิ่มประสิทธิภาพร่วมกันตั้งแต่ระดับสถาปัตยกรรม ไปจนถึงการแพ็กเกจชิปและการพัฒนาระบบโดยรวมอย่างใกล้ชิด Agentic AI จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญกับ SoC เจเนอเรชันถัดไปที่ผลิตบนโหนดขั้นสูง

ภายใต้ความร่วมมือนี้ Rapidus ตั้งเป้าลด TAT ได้สูงสุดถึง 2 เท่า ด้วยการให้ Agentic AI ประสานและบริหารขั้นตอนสำคัญของเวิร์กโฟลว์การออกแบบทั้งวงจร ตั้งแต่การสำรวจสถาปัตยกรรมในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการตรวจสอบขั้นสุดท้ายก่อนการผลิตแบบอัตโนมัติ

Raads Navigator และ Raads Indicator สองเครื่องมือใหม่ที่ดักปัญหาก่อนถึงมือโรงงาน

Rapidus ขยายกลุ่มโซลูชัน Raads ด้วยเครื่องมือใหม่ 2 ตัว คือ Raads Navigator และ Raads Indicator เพื่อยกระดับการประกันคุณภาพ และสนับสนุนนักออกแบบให้ตรวจสอบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการออกแบบได้เร็วขึ้น

ทั้งสองเครื่องมือผสานเข้ากับ Cadence InnoStack AI Super Agent โดยตรง ทำให้ Agentic AI ควบคุมเวิร์กโฟลว์แบบเชื่อมโยงเป็นระบบเดียว การนำข้อมูลมาใช้ตลอดวงจรออกแบบยังช่วยให้ทีมวิศวกรคาดการณ์ผลลัพธ์ของงานออกแบบได้แม่นยำขึ้น ทั้งที่ความซับซ้อนของโหนดขั้นสูงเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

ผู้บริหารสองฝ่ายชี้ Agentic AI ต้องคุมเวิร์กโฟลว์ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่จุดเดียว

อนิรุธ เดฟกัน (Anirudh Devgan) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cadence ระบุว่า การออกแบบ SoC บนโหนดขั้นสูงในปัจจุบันจำเป็นต้องมี AI Agent เข้ามาช่วยบริหารเวิร์กโฟลว์ที่ซับซ้อนตลอดวงจรการออกแบบ ไม่ใช่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพของแต่ละงานย่อยเท่านั้น พร้อมระบุว่าการผสาน InnoStack เข้ากับ Raads คือการขยายศักยภาพของ Agentic AI ไปสู่ระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ระดับแนวหน้า ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเร่งกระบวนการออกแบบให้เสร็จเร็วขึ้นและนำชิปขั้นสูงออกสู่ตลาดได้เร็วกว่าเดิม

ดร. อัตสึโยชิ โคอิเคะ กรรมการผู้แทนและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Rapidus ระบุว่า เมื่อโรงงาน Innovative Integration for Manufacturing (IIM) ก่อสร้างแล้วเสร็จ จะกลายเป็นโรงงานรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือ Foundry ที่นำ AI มาใช้แทบทุกขั้นตอน การยกระดับ Raads ร่วมกับ InnoStack จะช่วยให้ทีมวิศวกรรับมือความซับซ้อนของ SoC ได้มากขึ้น พร้อมลดระยะเวลาดำเนินงานด้านการออกแบบลงอย่างมีนัยสำคัญ

รายละเอียดเต็มรอเปิดเผยที่ CadenceLIVE Japan 2026

Rapidus และ Cadence เตรียมนำเสนอรายละเอียดของความร่วมมือนี้ภายในงาน CadenceLIVE Japan 2026 โดยโคอิเคะจะขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote) ถ่ายทอดแนวทางพัฒนาแพลตฟอร์ม Raads ด้วยการผสานเทคโนโลยี Agentic AI และ EDA ของ Cadence

ผู้ที่ติดตามอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะได้เห็นทิศทางต่อไปของ Raads ชัดเจนขึ้นในงานดังกล่าว พร้อมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันออกแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Cadence ที่หน้าเว็บไซต์ cadence.com/ai-for-design

Loading Next Post...
Search Trending
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...