
ฮุนไดเปิดตัว The new 2026 IONIQ 5 N Line รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นประกอบในประเทศไทยที่เติมคาแรกเตอร์สปอร์ตให้ IONIQ 5 พร้อมแบตเตอรี่ 84 kWh ระบบไฟ 800V วิ่งได้ไกลสูงสุด 591 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC และชาร์จจาก 10–80% ได้ในเวลาประมาณ 18 นาทีเมื่อใช้หัวชาร์จ DC ที่รองรับกำลังสูงสุด 350 kW
รุ่นนี้ยังคงจุดเด่นด้านพื้นที่โดยสารของ IONIQ 5 แต่ปรับรายละเอียดตั้งแต่ชุดแต่ง N Line ระบบควบคุมที่ใช้งานง่าย มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหลัง ไปจนถึงบริการเชื่อมต่อรถผ่านสมาร์ตโฟน ต่อไปนี้คือ 10 จุดเด่นที่ช่วยให้เห็นภาพการใช้งานของ The new 2026 IONIQ 5 N Line ได้ครบขึ้น

งานออกแบบภายนอกเพิ่มกันชนหน้าและหลัง สเกิร์ตข้าง ดิฟฟิวเซอร์ท้าย และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ช่วยให้เส้นสายของตัวรถดูดุดันขึ้น ขณะที่สัดส่วน ความกว้างของห้องโดยสาร และความอเนกประสงค์ยังคงพื้นฐานของ IONIQ 5 เอาไว้
แม้ภายในจะใช้จอขนาดใหญ่และระบบดิจิทัลหลายส่วน แต่ฟังก์ชันที่เรียกใช้บ่อยอย่างเครื่องปรับอากาศ ระบบเสียง และการควบคุมพื้นฐานยังมีปุ่มกดจริง ช่วยให้ปรับค่าระหว่างขับรถได้สะดวกโดยไม่ต้องไล่หาเมนูบนหน้าจอทุกครั้ง
ตัวรถพัฒนาบนแพลตฟอร์ม E-GMP ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนระบายความร้อนด้วยของเหลว ความจุ 84 kWh รองรับระยะทางสูงสุด 591 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC และระบบไฟ 800V รองรับการชาร์จ DC กำลังสูงสุด 350 kW จาก 10–80% ได้ในเวลาประมาณ 18 นาที
โครงสร้างแบตเตอรี่ออกแบบให้ซ่อมแซมแยกเป็นโมดูลได้ ช่วยลดขอบเขตการเปลี่ยนชิ้นส่วนเมื่อเกิดความเสียหาย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งชุดในทุกกรณี

มอเตอร์ Permanent Magnet Synchronous Motor ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 225 แรงม้า หรือ 168 kW แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที
ผู้ขับเลือกโหมด Eco, Normal, Sport, My Drive และ Snow ได้ตามสภาพเส้นทางหรือลักษณะการใช้งาน ทั้งการเดินทางในเมือง การขับทางไกล และการปรับการตอบสนองให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ MacPherson Strut ส่วนด้านหลังเป็น Multi-link ทำงานร่วมกับ High Performance Damping Control System ด้านระบบเบรกใช้ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อนทั้งสี่ล้อ พร้อม Active Hydraulic Booster
ระบบ Regenerative Braking สามารถปรับระดับการชะลอรถได้จากแป้นหลังพวงมาลัย ช่วยให้ผู้ขับเลือกการตอบสนองที่เหมาะกับการจราจรและใช้พลังงานจากการชะลอกลับเข้าสู่แบตเตอรี่
ฐานล้อยาว 3,000 มิลลิเมตรช่วยเปิดพื้นที่ให้ห้องโดยสารโปร่งและจัดวางเบาะได้ยืดหยุ่น พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีความจุ 520 ลิตร และเพิ่มเป็นสูงสุด 1,580 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง เหมาะทั้งการใช้งานประจำวันและการเดินทางพร้อมสัมภาระชิ้นใหญ่
เบาะหนังตกแต่งโลโก้ N โดยเบาะคนขับปรับเอนด้วยไฟฟ้าในรูปแบบ Zero Gravity พร้อมที่พักขา ภายในยังมี Vision Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า และ Mood Light ปรับได้ 64 สี
ชุดจอประกอบด้วยหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วสองจอ ส่วนระบบเสียง Bose Premium Sound System ใช้แอมพลิไฟเออร์แยกและลำโพงรวม 8 ตัว รองรับทั้งการแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบนำทาง และความบันเทิงในห้องโดยสาร

The new 2026 IONIQ 5 N Line เป็นรุ่นแรกในประเทศไทยที่รองรับ Hyundai Bluelink Connected Car Services ผู้ใช้ตรวจสอบสถานะรถ ล็อกหรือปลดล็อกประตู เปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้า ค้นหาตำแหน่งรถ และดูสถานะการชาร์จผ่านสมาร์ตโฟนได้
ระบบยังรองรับการแจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติหรือความเสี่ยงต่อการโจรกรรม ช่วยให้ข้อมูลสำคัญของรถอยู่ในมือผู้ใช้แม้ไม่ได้อยู่ข้างตัวรถ

ระบบ Vehicle-to-Load หรือ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.6 kW จึงนำพลังงานจากแบตเตอรี่รถไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในกิจกรรมกลางแจ้ง การตั้งแคมป์ หรือสถานการณ์ที่ต้องการแหล่งจ่ายไฟเคลื่อนที่ได้
ชุด Hyundai SmartSense มีระบบช่วยขับและความปลอดภัยรวม 17 ระบบ ครอบคลุมการรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า การควบคุมรถให้อยู่ในเลน การช่วยเปลี่ยนเลน การตรวจจับจุดอับสายตา การเตือนรถตัดผ่านด้านหลัง ระบบช่วยจอด กล้องมองรอบคัน และการแจ้งเตือนที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่
ราคาจำหน่ายและโปรโมชันของ The new 2026 IONIQ 5 N Line มีรายละเอียดดังนี้
สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าประกอบด้วย Home Charger พร้อมค่าติดตั้ง ประกันภัยชั้น 1 บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง รับประกันตัวรถ 5 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร และบริการ Bluelink พร้อมการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่าน OTA ฟรี 3 ปีแรกนับจากวันส่งมอบรถ
ภาพรวมของ The new 2026 IONIQ 5 N Line จึงรวมทั้งดีไซน์สปอร์ต ระบบชาร์จเร็ว พื้นที่ใช้สอย เทคโนโลยีเชื่อมต่อ และระบบช่วยขับไว้ในรถ EV ประกอบไทยรุ่นเดียว ผู้สนใจชมรถได้ที่ IONIQ Lab และโชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ พร้อมตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดได้ที่ เว็บไซต์ Hyundai ประเทศไทย
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok