
แพลตฟอร์มที่คนไทย 51 ล้านคนไว้ใจใช้ทุกวันกำลังถูกฟ้องร้องทางกฎหมายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก สภาผู้บริโภค ประกาศวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เตรียมยื่น ฟ้อง Meta เจ้าของ เฟซบุ๊ก ต่อศาลแพ่งในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ หลังพบว่าผู้เสียหายจากโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์มสะสมถึง 3,793 เรื่อง ในช่วงปี 2567 ถึงมีนาคม 2569 และการเจรจาขอให้เฟซบุ๊กสกัดกั้นมิจฉาชีพตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการตอบสนองใดจาก Meta
ประธานสภาผู้บริโภค บุญยืน ศิริธรรม เปิดเผยว่าสิ่งที่ทำให้คนหลงเชื่อโฆษณาหลอกลวงบนเฟซบุ๊กไม่ใช่ความประมาท แต่คือความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มระดับโลกที่ทุกคนสัมผัสและใช้งานในชีวิตประจำวันมากว่าสองทศวรรษ ในบรรดาผู้เสียหายที่เดินเข้ามาร้องเรียน มีทั้งแพทย์ อาจารย์ ข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจ ผู้ที่ไม่อาจถูกมองว่าขาดความระมัดระวังในชีวิตประจำวัน
ตัวเลข 51 ล้านบัญชีสะท้อนว่าเฟซบุ๊กคือโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของไทย ไม่ต่างจากตลาดสด ห้างสรรพสินค้า หรือย่านการค้า เมื่อโฆษณาชิ้นหนึ่งโผล่บนหน้าฟีด ผู้ใช้จำนวนมากไม่เคยตั้งคำถามว่าผ่านการคัดกรองหรือไม่ และนั่นคือจุดที่มิจฉาชีพเดินเข้ามาใช้ประโยชน์
ปัญหาไม่ได้หยุดแค่โฆษณาหลอกลวงที่ปะปนในระบบ แต่ยิ่งหนักขึ้นเมื่อระบบวิเคราะห์พฤติกรรมของเฟซบุ๊กถูกมิจฉาชีพนำมาใช้เป็นอาวุธ ผู้ที่สนใจเรื่องการลงทุนจะได้รับโฆษณาชวนลงทุนซ้ำๆ จนกลายเป็นความเชื่อมั่นสะสม ผู้ที่สนใจสุขภาพก็จะเจออาหารเสริมไม่ผ่านมาตรฐานเต็มฟีด นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ที่วัดได้จากระบบที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มการคลิก
สภาผู้บริโภคยืนยันว่ามีกรณีผู้เสียหายที่เห็นโฆษณาลงทุนซ้ำๆ จนตัดสินใจโอนเงินออมทั้งหมด เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก ความเครียดสะสมนำไปสู่การจบชีวิตตนเอง ผลกระทบจากการที่แพลตฟอร์มปล่อยให้อัลกอริทึมทำงานร่วมกับโฆษณาหลอกลวงจึงไม่ใช่แค่ความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่กลายเป็นวิกฤตความมั่นคงของชีวิต
เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค สารี อ๋องสมหวัง ระบุว่าแม้เฟซบุ๊กจะมีรายได้มหาศาลจากค่าโฆษณาในไทย แต่โอนรายได้ไปเสียภาษีที่ไอร์แลนด์ซึ่งมีอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำ ขณะที่จดทะเบียนในไทยเพียงในฐานะผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ในความเป็นจริงมีพื้นที่ซื้อขายสินค้าออนไลน์เต็มรูปแบบบน Marketplace โครงสร้างแบบนี้ทำให้เฟซบุ๊กปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายได้โดยอ้างว่าตนเองเป็นเพียงตัวกลาง ไม่ใช่ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ความแตกต่างระหว่าง Meta ในตลาดตะวันตกกับไทยเห็นได้ชัด ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย Meta ยอมปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น ตั้งระบบคัดกรองที่เข้มงวด และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อหลีกเลี่ยงโทษปรับ แต่ในไทยและอาเซียนกลับไม่บังคับใช้มาตรฐานเดียวกัน สภาผู้บริโภคมองว่านี่คือการเลือกปฏิบัติที่ไม่อาจยอมรับได้
สภาผู้บริโภคระบุว่าการฟ้องร้องครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบีบให้ Meta ปฏิรูปโครงสร้างแพลตฟอร์ม ยืนยันตัวตนผู้ขายให้ครบ 100% และร่วมชดใช้เยียวยาผู้เสียหายตามมาตรฐานสากล นอกจากการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งในวันที่ 8 มิถุนายน สภาผู้บริโภคยังเปิดตัวแคมเปญ #ฉันก็โดนเหมือนกัน เพื่อรวบรวมกรณีผู้เสียหายและสร้างแรงกดดันทางสังคม และวางแผนจัดเสวนาสาธารณะร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และเศรษฐกิจดิจิทัล วุฒิสภา ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เพื่อผลักดันการปฏิรูปกฎหมายให้แพลตฟอร์มข้ามชาติรับผิดชอบต่อความเสียหายในไทยได้จริง
คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ ไม่เพียงแต่สำหรับเฟซบุ๊ก แต่สำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติทุกรายที่ดำเนินธุรกิจในไทยโดยยังไม่ยอมรับความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคอย่างเต็มที่
ข้อมูลจาก: สภาองค์กรของผู้บริโภค (tcc.or.th)
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok