
Xiaomi เผยรายงาน ESG ประจำปี 2568 ฉบับที่ 8 ของบริษัท ครอบคลุมความก้าวหน้าด้าน AI ความปลอดภัยข้อมูล และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” พร้อมลงทุนด้านวิจัยและพัฒนากว่า 33,100 ล้านหยวนตลอดปีที่ผ่านมา
รายงานฉบับนี้สะท้อนภาพรวมการดำเนินงานที่ผสานหลัก ESG เข้ากับทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเอง ไปจนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสายการผลิต และการขยายโปรแกรมเทรดอินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลก
ไฮไลต์ด้านเทคโนโลยีของรายงาน Xiaomi ESG 2568 คือการเปิดตัวโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด 3 รุ่น ในยุค Agentic AI ได้แก่ Xiaomi MiMo-V2-Pro โมเดลพื้นฐานเรือธง, Xiaomi MiMo-V2-Omni โมเดลมัลติโหมดที่รับรู้ทั้งภาพและข้อความพร้อมกัน และ Xiaomi MiMo-V2-TTS โมเดลด้านเสียง
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังเปิดตัว MiMo-V2-Pro สามารถขึ้นสู่อันดับ 1 ด้านปริมาณการเรียกใช้งานรายสัปดาห์บน OpenRouter พร้อมติดอันดับ 8 ของโลก และอันดับ 2 ของจีน บนดัชนี Artificial Analysis Intelligence Index
เสียวหมี่สร้างขีดความสามารถ AI ในรูปแบบ “โมเดลพื้นฐาน + โมเดลต่อยอดตามสถานการณ์” โดยนำแนวทาง Trustworthy AI ของสหภาพยุโรปมาเป็นกรอบอ้างอิง ครอบคลุมทั้งด้านความเป็นส่วนตัว จริยธรรม และความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าโมเดล AI ทุกรุ่นมีความเป็นธรรมและครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ใช้
ด้านความมั่นคงปลอดภัย เสียวหมี่พัฒนาระบบปฏิบัติการ MiTEE ขึ้นเองเพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญของผู้ใช้โดยเฉพาะ ระบบนี้ทำงานในสภาพแวดล้อมแบบแยกส่วนอิสระจากระบบหลัก ทำให้ข้อมูลอ่อนไหว เช่น ข้อมูลใบหน้า ข้อมูลการชำระเงิน และกุญแจดิจิทัลสำหรับยานยนต์ ไม่ถูกส่งออกนอกอุปกรณ์
สำหรับการคุ้มครองข้อมูลข้ามอุปกรณ์ บริษัทยึดหลัก 4 ข้อ ได้แก่ Authorization First, End-to-End & No Trace, Consistent Protection และ Secure Link ครอบคลุมทุกสถานการณ์การใช้งานร่วมกันระหว่างหลายอุปกรณ์
ความพยายามด้านนี้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 27001 ครอบคลุมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านปฏิบัติการทางเทคนิค 100% และ ISO 27701 ด้านการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมกำหนดระยะเวลาตอบสนองคำขอสิทธิข้อมูลไว้ที่ 15 วัน เร็วกว่าที่กฎหมาย GDPR ของสหภาพยุโรปกำหนดไว้ 1 เดือน โดยรักษาอัตราการตอบสนองครบถ้วน 100%
ด้านผลิตภัณฑ์สีเขียว เสียวหมี่ใช้แนวทาง 3R คือ Reduce, Reuse และ Recycle ตลอดวงจรชีวิตของสินค้า สมาร์ตโฟนในซีรีส์ Xiaomi 15T และ REDMI K90 ใช้โครงกลางเครื่องที่ผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ขณะที่หัวชาร์จใช้พลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภคสัดส่วน 30%
ในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า รถ Xiaomi YU7 Series และ Xiaomi SU7 Series มีสัดส่วนการใช้อะลูมิเนียมรีไซเคิลที่ 14.2% และ 19% ตามลำดับ นอกจากนี้บริษัทยังเปิดตัวเทคโนโลยีการใช้พลังงานขณะสแตนด์บายต่ำเป็นรายแรกของโลกสำหรับหัวชาร์จ 100W ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดพลังงานได้หลายร้อยล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี
โรงงานอัจฉริยะเสียวหมี่และโรงงาน Xiaomi EV ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 50001 ด้านการจัดการพลังงาน ที่โรงงาน EV มีการนำระบบ Regenerative Thermal Oxidizer (RTO) มาบำบัดก๊าซไอเสียพร้อมดึงความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ส่งผลให้กู้คืนพลังงานความร้อนได้ถึง 38,333 กิกะจูลต่อปี
เทคโนโลยี Xiaomi HyperCasting ยังช่วยลดจำนวนชุดควบคุมอุณหภูมิในสายการผลิต ส่งผลให้ประหยัดพลังงานได้ประมาณ 1.82 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ขณะที่การปรับโครงสร้างโลจิสติกส์จากทางอากาศไปสู่ทางทะเลและทางรางช่วยลดการปล่อย CO₂ เทียบเท่าได้ประมาณ 2,471 ตันในปี 2568
ในปีเดียวกัน เสียวหมี่จัดหาพลังงานไฟฟ้าสีเขียวมากกว่า 40 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าจากปีก่อนหน้า โดยในปี 2569 บริษัทมีแผนให้ไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์ครอบคลุมความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 15% ต่อปี
โปรแกรมเทรดอินของเสียวหมี่ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลก ตลอดปี 2568 มีสมาร์ตโฟนมือสองมากกว่า 2 ล้านเครื่องถูกนำกลับมารีไซเคิลผ่านโครงการนี้ โดยปัจจุบันครอบคลุมแล้วกว่า 24 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก
ผลิตภัณฑ์ที่รองรับการเทรดอินไม่จำกัดเพียงสมาร์ตโฟน แต่ครอบคลุมถึงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า โทรทัศน์ สมาร์ตวอทช์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท สะท้อนให้เห็นว่าเสียวหมี่มองการรีไซเคิลเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงมาตรการเสริมด้านสิ่งแวดล้อม
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok






