
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ หัวเว่ย ประกาศความร่วมมือเดินหน้าผลักดัน ไทย สู่การเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียน ในงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยทั้งสองฝ่ายวางกรอบความร่วมมือผ่าน 3 เสาหลักคือ โครงสร้างพื้นฐาน ความน่าเชื่อถือ และทรัพยากรบุคคล ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าไทยจะไล่ทันประเทศเพื่อนบ้านในสนามแข่งขัน AI ได้เร็วแค่ไหน
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวผ่านวิดีโอในงานว่า อนาคตของ AI ไทยต้องยืนบน 3 เสาหลักคือ โครงสร้างพื้นฐาน ความน่าเชื่อถือ และทรัพยากรบุคคล พร้อมย้ำว่าไม่มีองค์กรใดสร้างระบบนิเวศ AI ได้ลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
“ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ นักวิจัย และหน่วยงานกำกับดูแล ได้ร่วมกันเปลี่ยนหลักการระดับสากลให้กลายเป็นการนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายไชยชนกกล่าว
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ตัวเลขที่จับต้องได้ในหัวข้อ “Scaling Thailand’s Digital Economy through Trustworthy AI” โดยระบุว่า Broad Digital GDP ของไทยจะโต 4.2% คิดเป็นมูลค่ากว่า 5.6 ล้านล้านบาทในปี 2569 ตัวเลขนี้มาพร้อมอันดับที่ 2 ของอาเซียนใน Government AI Readiness Index 2025 จาก Oxford Insights ซึ่งวัดความพร้อมด้านนโยบายจริง ไม่ใช่แค่แผนบนกระดาษ
นายพชรวางแนวทาง 3 ข้อคือ ยกระดับธรรมาภิบาล AI ให้สอดคล้องมาตรฐานสากล พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มั่นคงปลอดภัยและเข้าถึงได้ และผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐ อุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และพันธมิตรเทคโนโลยี พร้อมชี้ว่าหัวเว่ยจะมีบทบาทสำคัญในการเร่งประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรมหลักของไทย

นายออสติน เจิ้ง เชาวู รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้ากลุ่มธุรกิจ ICT บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ยืนยันความมุ่งมั่นระยะยาวของหัวเว่ยในการสนับสนุนไทยเข้าสู่ยุคอัจฉริยะ ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน AI ระบบนิเวศความร่วมมือ และการพัฒนาบุคลากร โดยชี้ว่าการใช้งาน AI กำลังขยับจากขั้นทดลองไปสู่ระดับอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ เมื่อแอปพลิเคชัน AI และ AI Agent เติบโตพร้อมกัน องค์กรจึงต้องมีรากฐานด้านการประมวลผล ข้อมูลคุณภาพสูง และบุคลากรที่พร้อมรองรับ
“โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างรวดเร็ว แต่ความรวดเร็วเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เราต้องการ AI ที่มีความน่าเชื่อถือ ใช้งานได้จริง และสามารถสร้างคุณค่าในสถานการณ์จริงได้ เราต้องการ AI ที่สามารถปลดล็อกศักยภาพของทุกองค์กรได้อย่างเต็มที่” นายเจิ้งกล่าว
เขายังกล่าวเสริมว่า “ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุค AI ไม่ใช่การตัดสินใจผิด แต่คือการไม่ลงมือทำเลย” พร้อมย้ำว่าโซลูชัน AI ของไทยต้องเข้าใจภาษา วัฒนธรรม และความต้องการทางธุรกิจของประเทศเอง
หัวเว่ยเปิดตัวโครงการ Thailand AI Ecosystem Initiative: Co-Building a Leading AI Hub in ASEAN อย่างเป็นทางการในงานนี้ วางเป้าเป็นแพลตฟอร์มเปิดที่เชื่อมภาครัฐ ภาคการศึกษา อุตสาหกรรม สถาบันวิจัย และสตาร์ทอัพเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรม AI และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งพร้อมกันในคราวเดียว
หัวเว่ยตั้งเป้าร่วมพัฒนาบุคลากรด้าน AI จำนวน 100,000 คน ผ่าน Huawei ASEAN Academy ครอบคลุมการฝึกอบรมเทคนิค การรับรองวิชาชีพ และหลักสูตรผู้บริหาร เป้าหมายระดับแสนคนนี้ชี้ว่าไทยยังขาดกำลังคนด้าน AI มากพอที่ต้องพึ่งพันธมิตรต่างชาติเข้ามาช่วยปั้นเต็มตัว
ตลอด 2 วันของงานประชุม หัวเว่ยจัดแสดงนวัตกรรม AI และกรณีศึกษาจากหลายอุตสาหกรรม ไฮไลต์สำคัญคือ Atlas 950 SuperPoD ที่ออกแบบมารองรับการประมวลผล AI ยุคใหม่ ควบคู่กับเทคโนโลยี Open-source Large Language Models (โมเดลภาษาขนาดใหญ่แบบโอเพนซอร์ส) ซึ่งเปิดให้นักพัฒนาไทยนำไปต่อยอดได้เอง
หัวเว่ยยังจัด Huawei Thailand Suppliers Convention 2026 ภายใต้แนวคิด “One Ecosystem, Collaborating for Success” โดยมีผู้แทนจากคู่ค้ากว่า 500 คน จากมากกว่า 130 บริษัทเข้าร่วม พร้อมประกาศตั้ง Huawei Thailand Data Center Ecosystem Alliance เพื่อรองรับความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI และศักยภาพประมวลผลอัจฉริยะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของไทย
ในช่วงท้ายของการกล่าวปาฐกถา นายเจิ้งย้ำคำเชิญชวนว่า “ขอเชิญทุกท่านร่วมเดินทางไปสู่ All Intelligence Thailand และร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น AI Hub for ASEAN ไปด้วยกัน” ภายใต้แนวคิด “Grow in Thailand, Contribute to Thailand”
ก้าวต่อไปของความร่วมมือนี้คือการเดินหน้าโครงการ Thailand AI Ecosystem Initiative ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในทุกอุตสาหกรรม ควบคู่กับการเร่งปั้นบุคลากรให้ครบเป้าแสนคน เพื่อให้ไทยขยับจากผู้เล่นหน้าใหม่ไปสู่ AI Talent Hub ตัวจริงของอาเซียนได้ตามที่วางไว้
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok