ข้ามไปอ่านบทความ
กล้อง DJI Osmo 360 II ด้านจอแสดงผลและด้านเลนส์บนพื้นหลังสีเข้ม

DJI Osmo 360 II กล้อง 360° ตอบโจทย์ชีวิตครีเอเตอร์อย่างไร?

DJI Osmo 360 II ตอบโจทย์ครีเอเตอร์อย่างไร? อธิบายการถ่าย 360° เลือกมุมภายหลัง เก็บเสียง และตัดคลิป พร้อมฟีเจอร์สำคัญและราคาไทยเริ่ม 17,290 บาท

เหมาะกับใคร

ครีเอเตอร์ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่ถ่ายด้วยตัวเอง รวมถึงคนที่ต้องการเลือกมุมจากฟุตเทจรอบตัวก่อนทำคลิป

สำหรับครีเอเตอร์ที่ถ่ายคลิปด้วยตัวเอง กล้อง 360° ช่วยเก็บทั้งคนถ่ายและเหตุการณ์รอบตัว แล้วค่อยเลือกมุมที่ต้องการเล่าเมื่อเข้าขั้นตอนตัดต่อ DJI Osmo 360 II นำวิธีถ่ายแบบนี้มาใช้กับวิดีโอ 8K/60fps พร้อมฟีเจอร์ติดตามตัวแบบ เครื่องมือจัดการแสง และการเชื่อมต่อไมค์ ให้เลือกใช้ตามคอนเทนต์ที่กำลังทำ

ถ่ายรอบตัวก่อน แล้วค่อยเลือกมุมเล่า

Osmo 360 II บันทึกวิดีโอรอบตัวแบบ HDR ได้ที่ 8K/60fps การเลือกกรอบภาพภายหลัง หรือ Reframe ทำให้ครีเอเตอร์กลับมาเลือกได้ว่าจะหันมุมมองไปที่ตัวเอง คนร่วมทาง หรือบรรยากาศของสถานที่ผ่าน DJI Mimo และ DJI Studio เหตุการณ์ที่บันทึกไว้หนึ่งช่วงจึงเปิดให้จัดมุมเล่าได้หลายแบบ โดยไม่ต้องตัดสินใจทุกอย่างขณะถือกล้อง

หากอยากให้ตัวแบบอยู่กลางเฟรมตั้งแต่ตอนถ่าย Spotlight Follow ใช้ AI ติดตามและจัดกรอบภาพตามตัวแบบ แม้ทิศทางกล้องจะเปลี่ยน โหมดนี้ส่งออกเป็นวิดีโอปกติสูงสุด 4K/30fps เหมาะกับงานที่อยากติดตามคนหรือกิจกรรมในเฟรมโดยลดขั้นตอนจัดมุมเองภายหลัง

ส่วนภาพนิ่งถ่ายได้ที่ 120MP HDR แบบ 360° และเลือกกรอบภายหลังได้เช่นกัน จะเก็บภาพตัวเองพร้อมวิวหรือภาพกลุ่มแล้วกลับมาเลือกมุมก็ทำได้ แอปทั้งสองยังมีระบบ Smart Stitching สำหรับจัดการรอยต่อของภาพจากสองเลนส์ โดยความละเอียดของภาพหรือวิดีโอที่ตัดออกมาเป็นเฟรมปกติจะขึ้นกับกรอบภาพและการตั้งค่าส่งออก

แดดจัดถึงค่ำ กล้องจัดการแสงอย่างไร

หัวใจของระบบภาพคือเซ็นเซอร์ CMOS ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสคู่ ขนาด 1/1.1 นิ้ว ส่วนคำว่า 1-inch 360° Imaging ที่ DJI ใช้หมายถึงพื้นที่รับภาพของเซ็นเซอร์แต่ละตัวขณะถ่าย 360° เทียบเท่าเซ็นเซอร์ 1 นิ้ว อัตราส่วน 4:3 การออกแบบเซ็นเซอร์จึงผูกกับงานเก็บภาพรอบตัวโดยตรง

เวลาถ่ายจากบริเวณร่มออกไปเจอแดด หรือมีทั้งท้องฟ้าสว่างและตัวแบบในเงาอยู่ในฉากเดียวกัน กล้องใช้การควบคุมแสงของสองเลนส์แยกกัน พร้อมระบบ HDR สำหรับจัดการรายละเอียดส่วนสว่างและส่วนมืด DJI ระบุ Dynamic Range สูงสุด 14.5 สต็อปจากการทดสอบในห้องแล็บที่ 8K/30fps โดยใช้โหมดสี Normal ปรับแสงอัตโนมัติ และวัดแสงหน้า-หลัง

เมื่อเปลี่ยนมาถ่ายตอนค่ำ AI SuperNight 2.0 ใช้อัลกอริทึม AI ลดสัญญาณรบกวนร่วมกับรูรับแสง f/1.9 สำหรับฉากแสงน้อย เช่น ใบหน้าท่ามกลางแสงไฟหรือบรรยากาศยามกลางคืน โดย DJI แนะนำให้ใช้ในฉากที่มีความสว่างมากกว่า 10 ลักซ์

สโลว์โมชันและไทม์แลปส์ เลือกโหมดให้ตรงกับช็อต

ช็อตเคลื่อนไหวเร็วที่อยากดึงจังหวะให้คนดูเห็นรายละเอียด สามารถถ่ายแบบพาโนรามาที่ 4K/240fps แล้วนำไปประมวลผลสโลว์โมชันสูงสุด 64 เท่าใน DJI Studio ฟีเจอร์นี้รองรับบน Mac ที่ใช้ชิป Apple silicon ตัวเลข 64 เท่าจึงเป็นผลจากขั้นตอนหลังถ่าย ไม่ใช่อัตราการบันทึกของกล้องโดยตรง

ฟุตเทจ 360° ที่ถ่าย 8K/60fps ก็มีทางเลือกทำสโลว์โมชันผ่านการเพิ่มเฟรมด้วย AI ใน DJI Studio ได้สูงสุด 8 เท่า สำหรับคนที่วางแผนใช้ช็อตเดียวเล่าทั้งจังหวะปกติและจังหวะช้า ควรเลือกวิธีถ่ายให้ตรงกับรูปแบบคลิปและคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ตัดต่อ

ถ้าอยากย่นเวลาจากวิวที่ค่อยๆ เปลี่ยน เช่น เมฆเคลื่อนผ่านสถานที่ กล้องมี Timelapse แบบ 360° ความละเอียด 16K ซึ่งต้องส่งออกผ่าน DJI Studio ส่วน DJI Mimo ใช้ดูตัวอย่างได้ การวางแผนว่าจะทำช็อตนี้จึงรวมถึงขั้นตอนกลับไปทำไฟล์บนคอมพิวเตอร์ด้วย

งานที่ต้องการปรับสีให้เข้ากับคลิปส่วนอื่นรองรับวิดีโอ 10-bit และ D-Log M เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับทำสีต่อ โดย D-Log M ใช้ไม่ได้ในโหมดภาพนิ่ง Timelapse และ Endurance และเมื่อเปิดจะใช้ Adaptive Tone หรือ Film Tone พร้อมกันไม่ได้ ส่วนการส่งออกวิดีโอ 10-bit ทำผ่าน DJI Mimo หรือ DJI Studio

เลนส์เปลี่ยนได้ ส่วนช็อตใต้น้ำใช้เคสช่วยต่อภาพ

กล้องที่พกไปทำกิจกรรมนอกสถานที่มีโอกาสสัมผัสอุปกรณ์หรือสิ่งรอบตัว Osmo 360 II จึงใช้ฟิล์มออปติคัลเคลือบผิวเลนส์เพื่อเพิ่มความทนต่อรอยขีดข่วนและการสึกหรอ พร้อมดีไซน์ที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้เองเมื่อเสียหาย มีชุดเลนส์ทดแทนจำหน่ายแยกทั้งแบบหนึ่งเลนส์และสองเลนส์

DJI Osmo 360 II ติดบนไม้เซลฟี เห็นเลนส์และด้านหน้าตัวกล้อง
เลนส์ของ Osmo 360 II ถอดเปลี่ยนได้เมื่อเสียหาย

สำหรับคอนเทนต์ใต้น้ำ ตัวกล้องกันน้ำได้ลึก 10 เมตร และเพิ่มเป็น 50 เมตรเมื่อใช้ Osmo 360 Invisible Waterproof Case ก่อนใช้งานต้องปิดฝาแบตเตอรี่และช่อง USB-C ให้สนิท ส่วนการเตรียมเคสมีเหตุผลด้านภาพด้วย เพราะการหักเหของแสงผ่านเลนส์ฟิชอายใต้น้ำอาจทำให้ภาพบิดเบี้ยวและต่อรอยภาพคลาดเคลื่อน DJI จึงแนะนำให้ใช้เคสสำหรับการถ่ายใต้น้ำ โดยระยะต่อภาพที่แนะนำเมื่อใช้เคสใต้น้ำคือ 1 เมตร

ในทริปที่ต้องเจอความหนาว กล้องรองรับการใช้งานถึง −20°C และมีการสั่งบันทึกด้วยเสียงหรือท่าทาง สำหรับช่วงที่ไม่สะดวกแตะหน้าจอ การสั่งด้วยเสียงให้ผลดีที่สุดในที่เงียบภายในระยะ 1 เมตร ส่วนท่าทางแนะนำภายใน 2 เมตร ระบบกันสั่นยังเป็นอีกส่วนที่ใช้กับการถ่ายกิจกรรมเคลื่อนไหว

นักปีนเขาถือ DJI Osmo 360 II บนไม้เซลฟีระหว่างปีนน้ำแข็ง
Osmo 360 II รองรับการใช้งานในอุณหภูมิต่ำถึง −20°C

ติดกล้องให้ได้มุม และเติมไฟระหว่างทาง

น้ำหนักตัวกล้อง 183 กรัม และระบบ Dual-direction Quick-release แบบแม่เหล็กสองทิศทางเปิดให้เลือกการติดตั้งตามมุมที่ต้องการ พร้อมเกลียว 1/4 นิ้วสำหรับเชื่อมกับอุปกรณ์ในระบบ Osmo และอุปกรณ์กล้องทั่วไป งานติดกล้องบนรถหรือถือไม้เซลฟีจึงเริ่มจากเลือกฐานยึดให้ตรงตำแหน่งถ่าย โดยอุปกรณ์เสริมที่จำหน่ายแยกมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เมื่อต้องถ่ายต่อเนื่อง Osmo 360 II ใช้แบตเตอรี่ Extreme Battery Plus และบันทึก 8K/30fps ได้สูงสุด 100 นาทีตามการทดสอบที่ 25°C ซึ่งปิด Wi-Fi การสั่งงานด้วยเสียงและท่าทาง Editing Assistant รวมถึงหน้าจอ

การเติมไฟทำได้ถึง 80% ใน 22 นาที โดยวัดที่ 25°C ด้วยหัวชาร์จมาตรฐาน PD 3.0 กำลังสูงสุดอย่างน้อย 30W ขณะปิดฟังก์ชันถ่ายภาพ วิดีโอ และหน้าจอ ถ้าต้องติดกล้องไว้นานหรือจัดชุดถ่ายบนรถ ก็มีอุปกรณ์เสริมอย่างฐานยึดและ Battery Extension Rod ให้เลือกตามงาน

DJI Osmo 360 II บนฐานติดแฮนด์มอเตอร์ไซค์ มีสายต่อเข้าฐานชาร์จ

เก็บเสียงให้ครบ แล้วส่งคลิปไปตัดต่อ

คลิปที่มีบทสนทนาต้องวางแผนเรื่องเสียงไปพร้อมกับภาพ DJI OsmoAudio รองรับการเชื่อมต่อไมค์ไร้สายตรงเข้ากล้อง เช่น DJI Mic 3, Mic 2 และ Mic Mini โดยไม่ต้องใช้ตัวรับสัญญาณ ส่วน DJI Mic รุ่นแรกไม่รองรับการเชื่อมต่อตรงแบบนี้ ตัวกล้องยังมีไมค์สี่ตัวและการลดเสียงลม รวมถึง Built-in Mic Audio Backup สำหรับบันทึกเสียงบรรยากาศจากกล้องไปพร้อมกัน ไมโครโฟนเสริมจำหน่ายแยก

กล้อง Osmo 360 II พร้อมด้ามควบคุม ไมโครโฟน แบตเตอรี่ กล่องและฐานยึด

ความจุในตัว 105GB ทำให้เริ่มเก็บฟุตเทจได้โดยไม่ต้องใส่ microSD ก่อน เมื่อจะส่งงานต่อไปที่โทรศัพท์ ใช้ NFC แตะเชื่อมกับ DJI Mimo ได้ โดยโทรศัพท์ต้องเปิด NFC และติดตั้งแอปไว้แล้ว การแตะระหว่างเปิดดูไฟล์จะพาไปดาวน์โหลดหรือเข้าสู่หน้าแก้ไขวิดีโอพาโนรามาตามประเภทและจำนวนไฟล์ที่เลือก

หลังจากนั้น DJI Mimo มีตัวช่วยเลือกช่วงเด่น จัดคลิปด้วยเทมเพลต และติดตามตัวแบบในขั้นตอนตัดต่อ ส่วน DJI Studio รองรับงานบนคอมพิวเตอร์ รวมถึงการทำสโลว์โมชันและไทม์แลปส์ตามโหมดที่เลือกไว้ ทั้งสองมีตัวเลือกฟิลเตอร์และนำเข้า LUT สำหรับกำหนดโทนสี ครีเอเตอร์จึงเลือกทำคลิปสั้นผ่านแอปหรือจัดการรายละเอียดต่อบนคอมพิวเตอร์ได้ตามงาน

ราคาไทยเริ่ม 17,290 บาท เลือกชุดและอุปกรณ์ตามทริป

DJI Osmo 360 II วางจำหน่ายผ่าน DJI Experience Store Thailand และพันธมิตรค้าปลีกที่ได้รับอนุญาต โดยมีราคาไทยสามชุดดังนี้

  • Osmo 360 II Standard Combo: 17,290 บาท
  • Osmo 360 II Limitless Riding Combo: 18,290 บาท
  • Osmo 360 II Adventure Combo: 20,790 บาท

อุปกรณ์เสริมที่จำหน่ายแยกมีทั้งชุดดูแลเลนส์ อุปกรณ์ติดตั้ง และเคสสำหรับลงน้ำ เลือกเพิ่มตามช็อตที่ต้องการถ่ายได้ โดยราคาในไทยมีดังนี้

  • Osmo Adjustable Dual-Direction Quick Release Adapter Mount: 990 บาท
  • Osmo 360 II Lens Replacement Kit (Single): 640 บาท
  • Osmo 360 II Lens Replacement Kit (Dual): 990 บาท
  • Osmo 360 II Battery Extension Rod: 2,990 บาท
  • Osmo Heavy Duty Clamp Kit: 1,240 บาท
  • Osmo 360 Invisible Waterproof Case: 1,900 บาท

มี DJI Care Refresh ให้เลือกซื้อเพิ่มแบบ 1 ปี เปลี่ยนเครื่องได้สูงสุด 2 ครั้ง หรือแบบ 2 ปี เปลี่ยนได้สูงสุด 4 ครั้ง ครอบคลุมความเสียหายจากอุบัติเหตุ การเสื่อมสภาพจากการใช้งาน การกระแทก และน้ำ โดยการเปลี่ยนเครื่องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมบริการรับประกันอย่างเป็นทางการและรับประกันทั่วโลกตามรายละเอียดบริการ

สำหรับครีเอเตอร์ที่อยากเลือกมุมเล่าจากเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ Osmo 360 II มีทั้งวิธีถ่ายรอบตัว เครื่องมือจัดกรอบ และขั้นตอนทำคลิปต่อให้เลือกใช้ การเลือกชุดจึงเริ่มจากคอนเทนต์ที่ทำเป็นประจำ แล้วจับคู่ฐานยึด ไมค์ เคส และซอฟต์แวร์ให้ตรงงาน ดูรายละเอียดฟีเจอร์และอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ DJI

ZANZAB REVIEW

คะแนนและสรุปรีวิว

DJI Osmo 360 II

DJI
Overall

4.4 / 5.0

คะแนนโดย กอง บก. ZanZab

เลือกมุมเล่าได้มากขึ้น สำหรับครีเอเตอร์ที่ถ่ายเอง

Osmo 360 II เหมาะกับครีเอเตอร์ที่ต้องการเก็บเหตุการณ์รอบตัว แล้วกลับมาเลือกกรอบภาพและจังหวะคลิปภายหลัง มี Spotlight Follow สำหรับติดตามตัวแบบ เลนส์ถอดเปลี่ยนได้ และการเชื่อมต่อไมค์กับแอปตัดต่อให้จัดชุดทำคอนเทนต์ตามงานที่ถ่าย

จุดเด่น

  • บันทึกวิดีโอ 360° แบบ HDR ที่ 8K/60fps แล้วเลือกกรอบภาพภายหลังได้
  • Spotlight Follow ใช้ AI ติดตามตัวแบบและจัดให้อยู่กลางเฟรม ส่งออกสูงสุด 4K/30fps
  • เลนส์ถอดเปลี่ยนได้เองเมื่อเสียหาย พร้อมความจุในตัว 105GB
  • ต่อ DJI Mic รุ่นที่รองรับผ่าน OsmoAudio และแตะ NFC เชื่อม DJI Mimo ได้

ข้อสังเกต

  • สโลว์โมชัน 64 เท่าต้องประมวลผลใน DJI Studio บน Mac ชิป Apple silicon ส่วน Timelapse 16K ต้องส่งออกผ่าน DJI Studio
  • การถ่ายใต้น้ำแนะนำให้ใช้เคสเสริมช่วยเรื่องการต่อภาพ โดยเคสกันน้ำจำหน่ายแยก ราคา 1,900 บาท