Microsoft เปิดตัว Project Perception รับมือภัยไซเบอร์ยุค AI

GogolicoNews29 กรกฎาคม 256988 Views

Microsoft เปิดตัว Project Perception ระบบความปลอดภัยแบบเอเจนต์ หรือ Agentic Security รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้ตรวจจับ วิเคราะห์ จัดลำดับความเสี่ยง และตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์ได้ด้วยความเร็วระดับจักรกล โดยยังให้มนุษย์เป็นผู้กำกับดูแลการทำงานทั้งหมด ระบบมีกำหนดเปิดให้ลูกค้าทั่วโลกทดลองใช้ในรูปแบบ Public Preview วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ AI ทำให้ผู้โจมตีสร้างและขยายการโจมตีได้เร็วขึ้น ขณะที่องค์กรต้องรับมือกับบัญชีผู้ใช้ อุปกรณ์ แอปพลิเคชัน ข้อมูล คลาวด์ และระบบ AI ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แนวคิดของ Project Perception เริ่มจากข้อจำกัดของระบบรักษาความปลอดภัยที่พึ่งพาการตรวจสอบและตัดสินใจโดยมนุษย์เป็นหลัก เมื่อการโจมตีสามารถทำงานอัตโนมัติและเกิดขึ้นด้วยความเร็วสูงกว่าเดิม ระบบป้องกันจึงต้องมองเห็นความเสี่ยงได้ต่อเนื่อง เชื่อมโยงบริบทจากข้อมูลจำนวนมาก และลงมือแก้ไขได้ทันกับสถานการณ์ แทนที่จะเพิ่มจำนวนการแจ้งเตือนให้ทีมงานต้องไล่ตรวจสอบทีละรายการ

Red, Blue และ Green Team ทำงานเป็นวงจรเดียวกัน

Project Perception รวมสัญญาณด้านความปลอดภัย บริบทข้อมูล โมเดล AI และเอเจนต์เฉพาะทางไว้ในระบบเดียว พร้อมเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การทำงานแบ่งออกเป็นเอเจนต์ 3 กลุ่มที่รับบทต่างกัน แต่เชื่อมต่อกันเป็นวงจรปิดเพื่อค้นหา ประเมิน และปรับปรุงสถานะความปลอดภัยขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

Red Team ค้นหาช่องทางโจมตีก่อนถูกนำไปใช้จริง

เอเจนต์ Red Team ทำหน้าที่มองระบบจากมุมของผู้โจมตี โดยสำรวจช่องทางเข้าถึง จุดอ่อน และความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อระบุเส้นทางที่อาจถูกใช้โจมตีก่อนที่ช่องโหว่จะถูกนำไปใช้จริง ข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้องค์กรเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้จำกัดเฉพาะช่องโหว่ที่มีหมายเลขหรือการแจ้งเตือนอยู่แล้ว

Blue Team แยกความเสี่ยงสำคัญออกจากสัญญาณรบกวน

เอเจนต์ Blue Team เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายระบบและวิเคราะห์บริบทเพื่อพิจารณาว่าเหตุการณ์ใดมีผลกระทบจริงต่อองค์กร การประเมินไม่ได้อาศัยสัญญาณเดี่ยว แต่พิจารณาร่วมกับบัญชีผู้ใช้ อุปกรณ์ แอปพลิเคชัน ข้อมูล และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในระบบ ทำให้ทีมความปลอดภัยจัดลำดับงานได้แม่นยำกว่าการไล่ดูการแจ้งเตือนตามลำดับเวลา

Green Team เปลี่ยนผลวิเคราะห์เป็นการแก้ไข

เอเจนต์ Green Team รับช่วงจากผลวิเคราะห์และดำเนินการลดความเสี่ยง เช่น ปรับมาตรการป้องกัน แก้ไขการตั้งค่า หรือเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบผ่านผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Microsoft Security จุดสำคัญคือการเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกให้เป็นการป้องกันที่เกิดขึ้นจริง โดยองค์กรยังควบคุมขอบเขตและกำกับดูแลการทำงานได้ตลอดกระบวนการ

Cyber Stack ใหม่เชื่อมตั้งแต่สัญญาณถึงการตอบสนอง

Microsoft Project Perception

Microsoft ระบุว่าระบบความปลอดภัยแบบเอเจนต์ต้องใช้ Cyber Stack ที่ออกแบบขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้น ไม่สามารถเพิ่มเอเจนต์เข้าไปในกระบวนการเดิมแล้วคาดหวังผลลัพธ์ได้ทั้งหมด สถาปัตยกรรมของ Project Perception จึงประกอบด้วย 6 ส่วนที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ สัญญาณและเซ็นเซอร์ บริบทด้านความปลอดภัย โมเดล AI ตัวประสานงาน เอเจนต์ และตัวดำเนินการ หรือ actuators

สัญญาณและเซ็นเซอร์ช่วยให้ระบบมองเห็นเหตุการณ์ทั่วทั้งองค์กร ขณะที่บริบทด้านความปลอดภัยทำหน้าที่แปลงข้อมูลดิบให้เป็นความเข้าใจที่เอเจนต์นำไปใช้ได้ทันที โมเดล AI รับหน้าที่คิดวิเคราะห์ ตัวประสานงานควบคุมการทำงานของโมเดลและเอเจนต์หลายประเภท ส่วน actuators เชื่อมการตัดสินใจกลับไปยังผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยเพื่อดำเนินการป้องกันจริง

บริบทเดียวกันช่วยลดเวลาและการใช้โทเค็น

Project Perception สร้างบริบทที่รวมข้อมูลสินทรัพย์ดิจิทัล บัญชีผู้ใช้ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบ ความเสี่ยง และกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ในภาพเดียวที่อัปเดตต่อเนื่อง เอเจนต์แต่ละตัวจึงไม่ต้องรวบรวมและเชื่อมข้อมูลใหม่ทุกครั้งที่เริ่มวิเคราะห์เหตุการณ์

แนวทางนี้ช่วยให้การประเมินความเสี่ยงมีความสม่ำเสมอมากขึ้น พร้อมลดเวลาประมวลผลและจำนวนโทเค็นที่ต้องใช้เมื่อขยายระบบไปยังองค์กรขนาดใหญ่ การมีบริบทกลางยังลดโอกาสที่เอเจนต์แต่ละตัวจะตีความสภาพแวดล้อมต่างกัน เพราะทุกส่วนอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกันในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงเรียลไทม์

สถาปัตยกรรมหลายโมเดลเลือก AI ให้เหมาะกับแต่ละงาน

Microsoft เลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบหลายโมเดลแทนการพึ่งพา AI เพียงตัวเดียว เนื่องจากงานความปลอดภัยแต่ละประเภทต้องการสมดุลระหว่างคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ความเร็ว และต้นทุนที่ต่างกัน ระบบจึงจับคู่งานกับโมเดลที่เหมาะสมที่สุดในขณะนั้น ทั้งโมเดลระดับแนวหน้าและโมเดลเฉพาะทางที่พัฒนาสำหรับงานไซเบอร์ซีเคียวริตี

การเลือกโมเดลตามลักษณะงานมีผลโดยตรงต่อความคุ้มค่า เพราะระบบรักษาความปลอดภัยต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และประมวลผลข้อมูลจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โมเดลขนาดใหญ่ที่ให้ผลลัพธ์สูงอาจไม่จำเป็นสำหรับทุกขั้นตอน ขณะที่งานบางประเภทต้องการโมเดลเฉพาะทางที่ตอบสนองได้เร็วและใช้ทรัพยากรต่ำกว่า

MAI-Cyber-Flash-1 เริ่มจากงานวิเคราะห์ช่องโหว่

ผลจากการวิจัยและทดสอบโมเดลกับสถานการณ์จริงนำไปสู่การพัฒนา MAI-Cyber-Flash-1 โมเดลด้านความปลอดภัยไซเบอร์เฉพาะทางรุ่นแรกของ Microsoft ซึ่งออกแบบมาสำหรับการวิเคราะห์ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ และฝึกด้วยสภาพแวดล้อมแบบ Reinforcement Learning ที่ให้โมเดลเรียนรู้จากผลตอบรับเมื่อวิเคราะห์ถูกหรือผิด

Microsoft นำโมเดลนี้ไปใช้ในโซลูชัน MDASH สำหรับการวิเคราะห์ช่องโหว่ โดยระบุว่าให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับโมเดล AI ทั่วไป แต่ลดต้นทุนได้อย่างน้อย 30% บริษัทมีแผนขยายความสามารถของ MAI-Cyber-Flash-1 ไปใช้กับงานประเภทอื่นใน Project Perception เพิ่มขึ้นในอนาคต

มองเห็นตั้งแต่บัญชีผู้ใช้ถึงระบบ AI ทั่วทั้งองค์กร

Project Perception ถูกออกแบบให้ครอบคลุมบัญชีผู้ใช้งาน อุปกรณ์ปลายทาง แอปพลิเคชัน ข้อมูล ระบบคลาวด์ และระบบ AI ภายในองค์กร ขอบเขตการมองเห็นดังกล่าวช่วยให้ระบบวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ได้ละเอียดขึ้น เช่น บัญชีผู้ใช้ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ อุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ และข้อมูลสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากเส้นทางโจมตีเดียวกัน

Microsoft ยังนำข้อมูลภัยคุกคาม งานวิจัยด้านความปลอดภัยที่สะสมมาหลายทศวรรษ และประสบการณ์จากการปกป้ององค์กรทั่วโลกมาใช้เป็นฐานในการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ ระบบจึงไม่ได้ดูเพียงเหตุการณ์ภายในองค์กร แต่ใช้ความรู้ด้านรูปแบบการโจมตีและช่องโหว่ที่พบในสภาพแวดล้อมจริงมาประกอบการตัดสินใจ

มนุษย์ยังคุมการตัดสินใจและขอบเขตการทำงาน

แม้ Project Perception จะออกแบบมาให้เอเจนต์ทำงานด้วยความเร็วระดับจักรกล แต่ Microsoft ย้ำว่ามนุษย์ยังเป็นผู้กำกับดูแลการทำงานทั้งหมด ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก กำหนดขอบเขต และควบคุมการดำเนินการที่ระบบสามารถทำได้ เพื่อไม่ให้การตอบสนองอัตโนมัติเกินระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับ

ระบบพัฒนาภายใต้หลัก Responsible AI ของ Microsoft พร้อมใช้มาตรการด้านความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด การกำกับดูแล และการควบคุมการดำเนินงานในระดับองค์กร ประเด็นนี้มีความสำคัญเมื่อเอเจนต์ได้รับสิทธิ์เชื่อมจากการวิเคราะห์ไปยังการแก้ไขจริง เพราะการตัดสินใจผิดพลาดอาจกระทบผู้ใช้ ระบบงาน หรือข้อมูลสำคัญได้ทันที

Public Preview เริ่ม 3 สิงหาคม 2569

Microsoft วางแผนเปิด Project Perception ให้ลูกค้าทั่วโลกทดลองใช้ในรูปแบบ Public Preview วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ช่วงทดสอบดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นให้องค์กรประเมินว่าการทำงานร่วมกันของเอเจนต์ Red, Blue และ Green Team ช่วยลดเวลาตรวจสอบและแก้ไขภัยคุกคามได้มากเพียงใดเมื่อใช้งานกับโครงสร้างพื้นฐานจริง

ก้าวต่อไปของ Microsoft คือการขยายโมเดลเฉพาะทางและการเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Microsoft Security ให้ครอบคลุมงานมากขึ้น จากกระบวนการเดิมที่แยกการตรวจจับ วิเคราะห์ และแก้ไขออกจากกัน Project Perception เริ่มทำให้ทั้งสามส่วนทำงานต่อเนื่องในระบบเดียว โดยทีมความปลอดภัยยังคงเป็นผู้กำหนดว่าการตอบสนองอัตโนมัติจะไปได้ไกลแค่ไหน

Loading Next Post...
Search Trending
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...