Gartner คาดคนถูก AI แทนงาน 30% จะถูกจ้างกลับภายในปี 2572 เปิด 4 เทรนด์ที่คนทำงานควรรู้

กอง บก. ZanZabNews14 ตุลาคม 202667 Views

จินตภาพจาก AI ของพนักงานทำงานร่วมกับหุ่นยนต์รอบคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน

Gartner คาดว่าภายในปี 2572 คนราว 30% ที่ถูกเลิกจ้างเพราะองค์กรนำ AI มาแทนงาน จะถูกจ้างกลับเข้ามาอีกครั้งด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น สำหรับคนทำงาน ข่าวนี้โยงถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างบทบาทที่กำลังเปลี่ยน ทักษะที่ต้องเรียนรู้ และความรู้ของทีมที่ควรรักษาไว้ โดย 4 เทรนด์ Future of Work ช่วยให้เห็นว่าองค์กรจะจัดงานให้คนกับ AI ทำร่วมกันได้อย่างไร

ลดคนแล้วต้องจ้างกลับ องค์กรเสียอะไรระหว่างทาง

โทรี พอลแมน (Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ของ Gartner มองว่าการลดขนาดทีมอาจให้ผลทางการเงินในระยะสั้น แต่กระทบเส้นทางพัฒนาบุคลากร หรือ Talent Pipelines และทำให้องค์ความรู้ที่สะสมภายในองค์กรสูญหาย เมื่อการเติบโตของกำลังแรงงานทั่วโลกเริ่มทรงตัวหรือลดลง การแข่งขันหาคนที่มีทักษะตรงความต้องการจะเพิ่มต้นทุนการสรรหา ฝึกอบรม และรับพนักงานใหม่

พอลแมนเสนอ Talent Remix หรือการปรับสัดส่วนและบทบาทบุคลากร โดยใช้ AI ช่วยย้ายทีมจากงานที่สร้างผลผลิตได้น้อยไปสู่โอกาสที่มีมูลค่าสูงขึ้น ถ้าบางขั้นตอนทำได้เร็วขึ้น งานที่ทีมจะรับผิดชอบต่อและความรู้ที่ต้องเก็บไว้จึงควรถูกวางแผนไปพร้อมกัน เป็นมุมมองเรื่องการจัดงานที่ต่อยอดจากแนวทางนี้

1. ให้ AI เป็นเพื่อนร่วมงาน โดยคนยังรับผิดชอบผลงาน

เทรนด์แรกมอง AI เป็น Toolmate หรือเครื่องมือที่ทำงานร่วมกับคน เพื่อช่วยเสริมวิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ และการตัดสินใจ องค์กรจึงต้องออกแบบความร่วมมือให้ลึกขึ้น พร้อมรักษาความรับผิดชอบในผลงานไว้กับมนุษย์

เมื่อนำมามองการทำงานของทีม สิ่งที่ควรตกลงให้ชัดคือ AI ช่วยทำส่วนไหน และใครตรวจสอบหรือตัดสินใจในขั้นตอนถัดไป แนวคิดนี้ต่อยอดจากการทำงานร่วมกันที่ยังมีคนรับผิดชอบ โดย Gartner ยกเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนเทรนด์นี้ไว้ดังนี้

  • AI Avatar of the Employee และ Employee Digital Twin
  • AI Toolmate
  • Digital Coaching Applications
  • Emotion AI

2. เรียนรู้ต่อเนื่อง เพื่อปรับตัวกับงานที่เปลี่ยนไป

AI-Ready Workforce หมายถึงทีมที่เรียนรู้สิ่งใหม่ ทำงานข้ามสายงาน และปรับตัวกับบทบาทที่ยืดหยุ่นขึ้นได้ ความเร็วของเทคโนโลยีเผยให้เห็นช่องว่างทั้งเรื่องทักษะ การปรับตัว และความพร้อมของบุคลากร ทำให้การพัฒนาคนต้องเดินไปพร้อมกับการนำเครื่องมือมาใช้

แนวทางที่ Gartner ให้ความสำคัญมีทั้ง AI Literacy หรือความรู้ความเข้าใจ AI การใช้ AI บริหารจัดการทักษะ Digital Dexterity หรือความคล่องแคล่วทางดิจิทัล การวิเคราะห์รูปแบบการทำงาน และความเชี่ยวชาญ AI ของผู้บริหาร สำหรับคนทำงาน ความหมายของเทรนด์นี้คือการเรียนรู้ที่เชื่อมกับบทบาทและวิธีทำงานที่กำลังเปลี่ยน เพื่อรับงานใหม่ได้ต่อเนื่อง

3. ใช้ AI ช่วยตัดสินใจ พร้อมรักษาความรู้ของทีม

เมื่อ AI เข้าไปอยู่ในกระบวนการธุรกิจมากขึ้น Gartner เตือนถึงความเสี่ยงที่บริบทการทำงาน วิจารณญาณ และ Institutional Knowledge หรือความรู้สะสมภายในองค์กรอาจสูญหาย เทรนด์ที่สามจึงเน้นออกแบบระบบให้ช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจ โดยมีมนุษย์กำกับดูแล และให้พนักงานเข้าใจเหตุผลกับที่มาของกระบวนการที่ใช้อยู่

ความรู้ว่าเหตุใดทีมจึงเลือกทำงานด้วยวิธีหนึ่งมีผลต่อการตรวจสอบและตัดสินใจ เมื่อเปลี่ยนขั้นตอนตาม AI การเก็บเหตุผลและบริบทเดิมไว้จึงช่วยให้ทีมยังเข้าใจงานที่รับผิดชอบ โดยเทคโนโลยีที่ Gartner แนะนำให้ผู้บริหารไอทีพิจารณาในเทรนด์นี้ประกอบด้วย

  • Conversational User Interfaces สำหรับการโต้ตอบระหว่างคนกับระบบ
  • Decision Intelligence Platforms สำหรับสนับสนุนการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ
  • Generative UI ซึ่ง AI สร้างและปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของหน้าจอหรืออินเทอร์เฟซ

4. นำผลที่ได้จาก AI กลับมาพัฒนางานและทักษะ

Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2570 องค์กร 75% ที่มุ่งเก็บเกี่ยวผลจาก AI ในรูปของการลดต้นทุน จะเสียเปรียบคู่แข่งที่นำผลกำไรนั้นไปลงทุนต่อในนวัตกรรม การปรับองค์กรให้ทันสมัย และการยกระดับทักษะแรงงาน ตัวเลขนี้มีขอบเขตเฉพาะองค์กรที่เน้นการลดต้นทุน และเป็นคำคาดการณ์ถึงการแข่งขันในอนาคต

เทรนด์ที่สี่มองไปถึงสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้องค์กรปรับใช้ AI ในแต่ละงานได้เร็วขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและปลอดภัยขึ้น เมื่องานสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้น การนำผลที่ได้กลับมาพัฒนางานและทีมจะช่วยต่อยอดการลงทุนรอบถัดไป โดยกลุ่มเทคโนโลยีที่ Gartner ยกมาประกอบ ได้แก่

  • AI-Powered Wearables หรืออุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI
  • Domain-specific GenAI Models หรือโมเดล Generative AI เฉพาะโดเมน
  • Embodied AI ซึ่งผสาน AI เข้ากับระบบกายภาพเพื่อรับรู้และโต้ตอบกับโลกจริง
  • Vibe Coding หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้ AI Agents ลงมือเขียนโค้ด

AI แต่ละกลุ่มอยู่คนละช่วงของ Hype Cycle

รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work อธิบายช่วงที่การลงทุน AI ยุคแรกเริ่มเข้าสู่ Trough of Disillusionment ซึ่งเป็นระยะที่กระแสความนิยมเริ่มลดลง พอลแมนเห็นว่าผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับการใช้ AI ขยายความสามารถในการคิด ความเชี่ยวชาญ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อให้การลงทุนเกิดผลกับงานจริง

กราฟแสดงให้เห็นว่า AI แต่ละประเภทอยู่คนละตำแหน่ง โดย AI Agents อยู่บนช่วงขาลงหลังยอดความคาดหวัง ขณะที่ Generative AI อยู่หลังจุดต่ำสุด ใกล้ปลายช่วง Trough of Disillusionment การอ่านกราฟจึงควรดูเป็นรายเทคโนโลยี เพราะตำแหน่งบนวงจรบอกช่วงของความคาดหวังและการพัฒนา ยังใช้แทนผลวัดประสิทธิภาพของระบบที่องค์กรติดตั้งไม่ได้

กราฟ Hype Cycle อนาคตการทำงานของ Gartner แสดงเทคโนโลยี AI ตามระดับความคาดหวังและช่วงการพัฒนา ณ กรกฎาคม 2026
เทคโนโลยีบนกราฟอยู่คนละช่วงของความคาดหวัง โดย Generative AI และ AI Agents อยู่คนละตำแหน่ง ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569

ZanZab ว่าไง?

จาก 4 เทรนด์นี้ เรามองว่าการวางแผนใช้ AI ควรเริ่มจากงานที่ทีมจะทำต่อหลังเครื่องมือช่วยลดภาระบางส่วนได้แล้ว ทั้งบทบาทใหม่ ทักษะที่ต้องใช้ และจุดที่คนต้องตัดสินใจเอง แนวคิด Talent Remix กับการรักษาความรู้ในองค์กรช่วยให้เรื่องนี้ชัดขึ้น เพราะความสามารถของทีมยังเป็นส่วนที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับระบบอัตโนมัติ

สำหรับคนทำงานและผู้บริหารที่กำลังปรับวิธีทำงานร่วมกัน ประเด็นที่ใช้ทบทวนแผนได้มีดังนี้

  • ตกลงงานที่ AI ช่วยทำและจุดที่คนตรวจสอบหรือตัดสินใจให้ชัด
  • เชื่อมการเรียนรู้กับบทบาทใหม่ พร้อมรักษาความรู้และเหตุผลของวิธีทำงานเดิม
  • นำผลผลิตหรือกำไรที่เพิ่มขึ้นกลับมาพัฒนานวัตกรรม กระบวนการ และทักษะของทีม

คำคาดการณ์เรื่องการจ้างกลับทำให้เห็นต้นทุนที่อาจตามมาหลังลดขนาดทีม ส่วน 4 เทรนด์ช่วยมองทางเลือกเรื่องการจัดงาน การเรียนรู้ และการรักษาความรู้ของคนไว้ควบคู่กับ AI ศึกษาวิธีอ่านช่วงการพัฒนาของเทคโนโลยีเพิ่มเติมได้ที่ Gartner Hype Cycle

Loading Next Post...
Search Trending
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...