
Google Cloud ประเทศไทยเปิดวิสัยทัศน์ผลักดันองค์กรไทยเข้าสู่ยุค Agentic AI ในงาน Leaders’ Connect 2026 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 โดย สรุจ ทิพเสนา Country Manager ของ Google Cloud ประเทศไทย ชี้ว่าองค์กรต้องก้าวข้ามขั้นทดลองเทคโนโลยีไปสู่การนำ AI มาแก้ปัญหาธุรกิจจริง และขยายผลได้ทั่วทั้งองค์กร ภายใต้แนวคิดเปลี่ยนผ่านจาก Cloud First สู่ AI Ready
สรุจระบุว่าโอกาสขององค์กรไทยตอนนี้อยู่ที่การนำ AI มาแก้ปัญหาธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร และต่อยอดสู่การใช้งานระดับโครงสร้างได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว เขาชี้ว่าเกณฑ์ความสำเร็จในยุค AI วัดจากการเชื่อมโยง AI เข้ากับกระบวนการทำงานหลักจนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ชัดเจน มากกว่าการมี AI ใช้งานอยู่เพียงบางส่วนขององค์กร Google Cloud นำเสนอ AI Stack แบบครบวงจรพร้อมแพลตฟอร์ม Gemini Enterprise ที่ช่วยลดความซับซ้อนจากการเชื่อมต่อระบบกระจัดกระจาย หรือ Integration Tax ทำให้องค์กรขนาดใหญ่ในไทยสามารถยกระดับระบบเดิม บริหารต้นทุน Tokenomics ได้แม่นยำ และขยายการใช้งาน AI Agent จากขั้นทดลองสู่การใช้งานจริงระดับองค์กรได้อย่างปลอดภัย พร้อมสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่จับต้องได้
แนวคิดนี้สะท้อนการปรับมุมมองของ Google Cloud ที่มองว่าตัวชี้วัดความก้าวหน้าด้าน AI ขององค์กรไทยกำลังเปลี่ยนจาก “มี AI ใช้หรือยัง” ไปเป็น “AI ตัวไหนกำลังทำงานแทนกระบวนการหลักและสร้างรายได้หรือลดต้นทุนได้เท่าไร” ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ผู้บริหารฝ่ายการเงินและเทคโนโลยีในไทยเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นในการอนุมัติงบลงทุนด้าน AI ปีนี้

องค์กรชั้นนำในไทยเริ่มสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จากการทำงานร่วมกับ Google Cloud ในหลากหลายอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งธุรกิจโรงแรม การเงินสินทรัพย์ดิจิทัล และการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดีย
Minor Hotels อยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มยุคใหม่สำหรับธุรกิจโรงแรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI บนสถาปัตยกรรม Full-stack ของ Google Cloud โดยรวบรวมข้อมูลผู้เข้าพักจากทุกแบรนด์ ทุกภูมิภาค และทุกช่องทางดิจิทัลไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ก้าวข้ามการใช้งาน AI แบบถามตอบไปสู่การประสานงานของ AI Agent หลายตัวพร้อมกัน หรือ Agentic Orchestration ทำให้ระบบสามารถบริหารการจอง วางแผนโปรแกรมการเดินทาง และตอบคำขอที่ซับซ้อนของผู้เข้าพักได้แบบเรียลไทม์
Bitazza พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์บน BigQuery เพื่อรวบรวมข้อมูลจากตลาดซื้อขายหลายแห่ง สินทรัพย์ดิจิทัล และสกุลเงินทั่วไปเข้าไว้ด้วยกัน ผลลัพธ์คือระยะเวลาจัดทำงบการเงินลดลงถึง 75% จากเดิมที่ใช้เวลาราว 1 ปี เหลือเพียง 3 เดือน พร้อมรองรับการจัดทำรายงานตามข้อกำหนดกำกับดูแลได้แบบเกือบเรียลไทม์ และทีมข้อมูลบริหาร CI/CD Pipeline เองได้โดยไม่ต้องมีวิศวกร DevOps ประจำทีม
Wisesight บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดและวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียของไทย นำ Gemini บน Google Cloud มาวิเคราะห์เสียงสะท้อนบนโซเชียลมีเดียปริมาณมหาศาล งานวิจัย วิเคราะห์เชิงลึก และสร้างคอนเทนต์ที่เคยใช้เวลาราว 2 วัน ตอนนี้เสร็จได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจและขับเคลื่อนธุรกิจได้เร็วขึ้น
เมื่อองค์กรเปลี่ยนจากขั้นทดลองไปสู่การใช้งานจริงระดับองค์กร การบริหารต้นทุนและความสามารถในการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายของ AI Workload ที่ซับซ้อนกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความได้เปรียบทางธุรกิจ Google Cloud ตอบโจทย์นี้ด้วยทั้งทางเลือกและการควบคุมสำหรับบริหาร Tokenomics
Gemini Enterprise ช่วยให้องค์กรเลือกโมเดล AI ที่เหมาะกับแต่ละภารกิจ พร้อมประเมินต้นทุนของ Workflow และผลตอบแทนจากการลงทุนได้แม่นยำ เนื่องจาก Google Cloud เป็นเจ้าของเทคโนโลยีครบวงจรตั้งแต่ Tensor Processing Units หรือ TPU ไปจนถึงโมเดล Gemini จึงส่งต่อความคุ้มค่าด้านต้นทุนให้ลูกค้าโดยตรง ขณะเดียวกัน Gemini Enterprise มาพร้อมเครื่องมือ FinOps และ Governance ที่ให้ผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและการเงินติดตามประสิทธิภาพการทำงานของ AI Agent และต้นทุนได้อย่างละเอียด ความโปร่งใสนี้ช่วยให้องค์กรไทยขยายขนาดการใช้งานได้อย่างปลอดภัย ตั้งแต่ Use Case เฉพาะจุดไปจนถึงการใช้งานทั่วทั้งองค์กร
เมื่อองค์กรนำ AI Agent อัตโนมัติเข้ามาอยู่ในกระบวนการหลักของธุรกิจมากขึ้น การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในยุค Agentic AI ต้องก้าวข้ามการแก้ไขช่องโหว่เมื่อเกิดปัญหา ไปสู่ระบบป้องกันภัยคุกคามที่ทำงานต่อเนื่องและขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ Google Cloud จึงเปิดตัว Google AI Threat Defense ระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติที่ตรวจสอบ เฝ้าระวัง และหยุดยั้งภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างต่อเนื่องก่อนกระทบธุรกิจ
ระบบนี้ผสานการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงตามบริบทของ Wiz ความสามารถแก้ไขโค้ดของ CodeMender ความอัจฉริยะของ Gemini และความเชี่ยวชาญหน้างานของ Mandiant เข้าด้วยกัน ทำให้ Google Cloud ส่งมอบโครงสร้างที่รับมือความเร็วของฝ่ายโจมตีได้ทัน พร้อมใช้งานโมเดลหลากหลายผ่าน Gemini Enterprise Agent Platform เพื่อค้นพบช่องโหว่ได้ครอบคลุมที่สุด ควบคู่กับการบริหารต้นทุน ช่วยให้สแกน แก้ไข และบำรุงรักษาสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ได้อย่างต่อเนื่อง
สตีฟ เลดเซียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Google Cloud Security และ Mandiant ประจำประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า AI ได้ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของภัยคุกคามไปอย่างสิ้นเชิง การโจมตีที่เคยใช้เวลาหลายสัปดาห์ในอดีต ตอนนี้เกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่หลากหลายนี้ องค์กรต้องการมากกว่าโมเดลหรือ Agent ตัวเดียว แต่ต้องใช้กลุ่มโมเดลตรวจสอบหลายรอบ และโซลูชันที่วิเคราะห์ระบบ จัดลำดับความสำคัญของภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด อุดช่องโหว่ได้รวดเร็ว และเฝ้าระวังการโจมตีใหม่อย่างต่อเนื่อง
ก้าวต่อไปของ Google Cloud ในไทยคือการขยายเคสใช้งาน Gemini Enterprise และ AI Threat Defense ไปยังองค์กรขนาดใหญ่ในภาคการเงิน ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องเผชิญทั้งแรงกดดันด้านต้นทุนและความเสี่ยงไซเบอร์ไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นบททดสอบจริงว่าโมเดล AI Ready ที่วางไว้วันนี้จะสร้างผลตอบแทนที่วัดผลได้ในสเกลองค์กรได้มากน้อยเพียงใด
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok