การ์ทเนอร์ บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ เผยรายงานอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ ทั่วโลกปี 2568 มีมูลค่า 793 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมี NVIDIA ขึ้นแท่นผู้นำตลาดเป็นครั้งแรก แซงหน้า Samsung Electronics ด้วยช่องว่างถึง 53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก โดยเซมิคอนดักเตอร์ AI ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด ครองเกือบหนึ่งในสามของยอดขายรวมในปี 2568
NVIDIA กลายเป็นผู้จำหน่ายเซมิคอนดักเตอร์รายแรกของโลกที่มียอดขายทะลุ 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีเดียว โดยมีส่วนผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมมากถึง 35% ความสำเร็จนี้มาจากความต้องการโปรเซสเซอร์ AI ที่พุ่งสูง โดยเฉพาะ GPU สำหรับเทรนโมเดล AI และเซิร์ฟเวอร์ Data Center
การขึ้นสู่อันดับ 1 ของ NVIDIA ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม เนื่องจากในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา อันดับผู้นำตลาดมักจะหมุนเวียนระหว่างผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอย่าง Samsung หรือผู้ผลิตโปรเซสเซอร์แบบดั้งเดิมอย่าง Intel เท่านั้น
ราจีฟ ราจพุต นักวิเคราะห์อาวุโสของการ์ทเนอร์ อธิบายว่า “เซมิคอนดักเตอร์ AI ซึ่งรวมถึงหน่วยประมวลผล หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) และส่วนประกอบด้านเครือข่าย ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ โดยในปี 2568 คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของยอดขายรวม”
โปรเซสเซอร์ AI เพียงอย่างเดียวมียอดขายทะลุ 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 ขณะที่ชิป HBM ซึ่งเป็นหน่วยความจำความเร็วสูงสำหรับ AI มีมูลค่าทะลุ 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 23% ของตลาด DRAM ทั้งหมด
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในปี 2569 การใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกจะมีมูลค่าเกิน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และภายในปี 2572 ชิป AI จะครองส่วนแบ่งยอดขายในตลาดเซมิคอนดักเตอร์เกินกว่า 50%
SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากเกาหลีใต้ ขึ้นมาครองอันดับ 3 ของตลาดโลก ด้วยรายได้ 61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ความสำเร็จนี้มาจากการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี HBM ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำสำคัญสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI
SK Hynix ได้รับประโยชน์จากความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับ NVIDIA โดยเป็นซัพพลายเออร์หลักของชิป HBM ให้กับ GPU รุ่นล่าสุดของ NVIDIA การเติบโตของ SK Hynix สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของหน่วยความจำความเร็วสูงในยุค AI
Samsung Electronics ยังคงครองอันดับ 2 ของตลาดด้วยรายได้ 73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น 13% อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่หน่วยความจำของ Samsung กลับมีรายได้ลดลง 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
การที่ Samsung ถูกแซงโดย NVIDIA เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรม จากเดิมที่ชิปหน่วยความจำเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเป็นโปรเซสเซอร์ AI แทน
ผู้แพ้ที่ชัดเจนที่สุดในปีนี้คือ Intel ซึ่งสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างมาก ปัจจุบันครองเพียง 6% ของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ลดลงครึ่งหนึ่งจากที่เคยมีในปี 2564
การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดของ Intel สะท้อนถึงความล้มเหลวในการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI และการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งทั้ง AMD และ ARM-based processors Intel กำลังเผชิญกับความท้าทายในการฟื้นตัวและแย่งส่วนแบ่งตลาดคืน
การที่เซมิคอนดักเตอร์ AI กำลังจะครองมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดภายในปี 2572 แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ผู้ผลิตชิปที่ไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยี AI ได้จะเผชิญความเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีมูลค่าเกิน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 จะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ AI ทั่วโลก การแข่งขันในตลาดนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok






