
การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะแตะ 565 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ในปี 2569 เพิ่มขึ้น 26% จาก 447 TWh ในปีก่อน โดยมีเซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI หรือ AI-Optimized Server เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ความต้องการกำลังไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกในปีเดียวกันยังคาดว่าจะทะลุ 132 กิกะวัตต์ (GW) เพิ่มจาก 104 GW ในปี 2568
การ์ทเนอร์ประเมินว่า AI-Optimized Server จะคิดเป็นสัดส่วน 31% ของการใช้พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดในปี 2569 ด้วยยอดใช้ไฟ 175 TWh เพิ่มขึ้น 84% จาก 95 TWh ในปีก่อน ขณะที่เซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมใช้ไฟเพียง 195 TWh เติบโตเพียง 1.2% เท่านั้น
แนวโน้มนี้จะเด่นชัดยิ่งขึ้นในปี 2570 เมื่อยอดใช้ไฟของ AI-Optimized Server จะพุ่งแตะ 258 TWh แซงหน้าเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมที่อยู่ที่ 200 TWh เป็นครั้งแรก การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์โลกกำลังปรับตัวรองรับ Generative AI อย่างเต็มรูปแบบ
คุณหลิงหลาน หวาง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ ระบุว่าความต้องการประมวลผล AI ที่ใช้พลังงานสูงกำลังดันการบริโภคพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และขณะนี้ขีดความสามารถ AI เริ่มถูกจำกัดด้วยปริมาณไฟฟ้าที่มีให้ใช้ ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป
ภายในปี 2573 ความต้องการกำลังไฟของดาต้าเซ็นเตอร์จะแตะ 290 GW และยอดใช้ไฟฟ้ารวมจะทะลุ 1,200 TWh ซึ่งสูงเกินกว่าที่โครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ปัจจุบันของหลายประเทศจะรองรับได้ในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่
การ์ทเนอร์ชี้ว่าผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิบัติการ (I&O) ต้องเร่งอัปเกรดประสิทธิภาพพลังงาน ลงทุนในระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง และขยายการใช้งาน Edge Computing ซึ่งเป็นแนวคิดการประมวลผลข้อมูลให้เกิดขึ้นใกล้กับแหล่งที่มามากที่สุด เพื่อกระจายภาระออกจากดาต้าเซ็นเตอร์หลักและลดความต้องการไฟฟ้าในจุดเดียว
คุณหลิงหลาน หวาง ยังระบุว่าความมั่นคงทางพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการแข่งขัน AI ระดับโลก องค์กรที่เข้าถึงแหล่งจ่ายไฟได้มั่นคงและต่อเนื่องจะมีศักยภาพขยายธุรกิจ AI ได้เร็วกว่าคู่แข่งที่ยังประสบปัญหาข้อจำกัดด้านพลังงาน
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok