
Apple เปิดตัว Apple Watch Ultra 4 สมาร์ตวอตช์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งรุ่นใหม่ที่เน้นระบบติดตามสุขภาพ ชิป S11 และแบตเตอรี่ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 50 ชั่วโมง พร้อมราคาเริ่มต้นในไทย 29,900 บาท
จุดเด่นของรุ่นนี้ครอบคลุมการวัดอัตราการเต้นของหัวใจทุก 5 วินาที การวัด HRV ที่ถี่ขึ้น คะแนนความพร้อมสำหรับวางแผนการฝึก และโหมดประหยัดพลังงานที่ขยายเวลาติดตามกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่ watchOS 27 เพิ่มทางลัดสำหรับการใช้งานบนข้อมือ
Apple Watch Ultra 4 เหมาะกับผู้ที่ต้องการตัวเรือนไทเทเนียม แบตเตอรี่นาน และการติดตามกิจกรรมกลางแจ้ง โดยมีข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ซื้อในไทยดังนี้
หากเน้นการใช้งานประจำวันมากกว่ากิจกรรมกลางแจ้ง Apple Watch Series 12 มีแบตเตอรี่สูงสุด 24 ชั่วโมงและราคาเริ่มต้น 14,900 บาท ส่วน Ultra 4 เน้นแบตเตอรี่ที่นานกว่าและตัวเรือนไทเทเนียมสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง
Apple Watch Ultra 4 ใช้เซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบออปติคัลและแบบไฟฟ้ารุ่นใหม่ร่วมกับชิป S11 โดย Apple ระบุว่านี่คือระบบตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจที่แม่นยำที่สุดในกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ อ้างอิงจากการศึกษาที่มีกลุ่มประชากรหลากหลายมากกว่า 1,000 คน และเปรียบเทียบกับอุปกรณ์สวมใส่ชั้นนำ
เซ็นเซอร์ออปติคัลใช้ LED สีเขียวขนาดใหญ่ขึ้นและประหยัดพลังงาน ทำให้วัดอัตราการเต้นของหัวใจในเบื้องหลังได้ทุก 5 วินาทีตลอดวัน พร้อมหน้าปัดสำหรับดูอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ ส่วนการวัด HRV ทำได้บ่อยขึ้นสูงสุด 24 เท่า และแยกเป็นค่า HRV ขณะฟื้นตัวกับค่า HRV โดยรวม
มุมมองสัญญาณชีพตอนกลางคืนจะนำค่า HRV ขณะฟื้นตัวไปเทียบกับค่ามาตรฐานเฉพาะบุคคล ส่วนมุมมองตอนกลางวันให้สลับดูตัวชี้วัดทั้งสองช่วงเวลา เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ละเอียดขึ้น
คุณสมบัติความพร้อมจะวิเคราะห์กิจกรรมล่าสุด ความหนักเบาในการฝึก สัญญาณชีพ และคะแนนการนอนหลับ แล้วสรุปเป็นคะแนน 0–10 พร้อมคำแนะนำ เช่น ฟื้นตัว ค่อยๆ เพิ่ม พร้อม หรือออกไปลุย เพื่อให้ผู้ใช้เห็นภาพว่าร่างกายเหมาะกับกิจกรรมระดับใดในวันนั้น
คะแนนจะอัปเดตระหว่างวันเมื่อมีข้อมูลใหม่ เช่น การออกกำลังกายหนักหรือความเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ พร้อมแจกแจงปัจจัยที่มีผลต่อคะแนน Apple ระบุว่าอัลกอริทึมนี้พัฒนาร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ด้านการออกกำลังกายและแพทย์ของบริษัท โดยใช้ข้อมูลจาก Apple Heart and Movement Study

Apple Watch Ultra 4 ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 50 ชั่วโมง ซึ่ง Apple ระบุว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานมากกว่า 2 วัน และขยายเป็นสูงสุด 84 ชั่วโมงเมื่อเปิดโหมดประหยัดพลังงาน ส่วนการชาร์จ 15 นาทีช่วยให้ใช้งานต่อได้นานสูงสุด 18 ชั่วโมง
เมื่อใช้โหมดประหยัดพลังงานสำหรับการออกกำลังกายกลางแจ้ง ตัวนาฬิกาทำงานได้นานสูงสุด 25 ชั่วโมง โดยยังบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจและ GPS แบบเต็มรูปแบบ คิดเป็นระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
สำหรับกิจกรรมที่ใช้เวลานาน โหมดออกกำลังกายแบบประหยัดพลังงานสูงสุดรองรับการวิ่ง เดิน และเดินเขากลางแจ้งได้นานถึง 45 ชั่วโมง พร้อมเก็บข้อมูล GPS ทุกวินาที โดย Apple ยกตัวอย่างว่าเพียงพอสำหรับการแข่งขันระยะทาง 160 กิโลเมตรโดยทั่วไป

ชิป S11 รองรับระบบติดตามสุขภาพและการจัดการพลังงานของรุ่นใหม่ พร้อมโมเดลนับก้าวและอัลกอริทึมที่ออกแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวัดระยะทางระหว่างเดินหรือวิ่งในร่มและการนับก้าวตลอดวัน รวมถึงหน้าปัดสำหรับดูก้าวเดินแบบเรียลไทม์
ส่วน watchOS 27 เพิ่มการเข้าถึงแอป วิดเจ็ต และข้อมูลสุขภาพจากข้อมือ โดยมีคุณสมบัติหลักดังนี้
Apple Watch Ultra 4 มีตัวเรือนไทเทเนียมให้เลือกทั้งสีธรรมชาติและสีดำ โดยคงแนวทางการออกแบบสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและการใช้งานต่อเนื่อง พร้อมจับคู่กับสายนาฬิกาหลายประเภทตามลักษณะกิจกรรม
Trail Loop เพิ่มสีโทนน้ำตาลแดงเข้ม สีทราย และสีเบอร์กันดี ส่วน Alpine Loop มีสีทะเลทราย สีเขียวโอลีฟเข้ม และสีเบอร์กันดี ขณะที่ Ocean Band ใช้ซิลิโคนโปร่งแสงในสีเทาโปร่งแสง สีเขียวเคลป์โปร่งแสง และสีดำโปร่งแสง
Apple Watch Hermès Ultra 4 มาในตัวเรือนไทเทเนียมสีธรรมชาติ พร้อมสาย Grand H ไทเทเนียมที่ปรับความยาวในตัวเพื่อสวมทับชุดดำน้ำได้ รวมถึงหน้าปัด Fathom และหน้าปัด Wonder ใหม่ซึ่งมีให้เลือก 4 แบบ

Apple Watch Ultra 4 ใช้วัสดุรีไซเคิลโดยรวม 45% รวมถึงไทเทเนียมรีไซเคิล 100% ในตัวเรือนที่ผลิตด้วยการพิมพ์สามมิติ และโคบอลต์รีไซเคิล 100% ในแบตเตอรี่ Apple ระบุว่ากระบวนการผลิตตลอดซัพพลายเชนใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พร้อมลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนเพื่อชดเชยไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จ และใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษจากเยื่อไม้ทั้งหมด 100%
Apple Watch Ultra 4 เพิ่มทั้งข้อมูลสุขภาพสำหรับติดตามแนวโน้ม การประเมินความพร้อมก่อนออกกำลังกาย และระยะเวลาใช้งานสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการสั่งซื้อและกำหนดวางจำหน่ายในไทยได้ที่ Apple Store
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok