
การ์ทเนอร์ เผยคาดการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่สำคัญ ชี้ว่าภายในปี 2571 มากกว่า 50% ของอุบัติการณ์ไซเบอร์จะมาจาก แอปพลิเคชัน AI ที่องค์กรพัฒนาขึ้นเอง พร้อมแนะนำกลยุทธ์ที่ผู้นำด้านความปลอดภัยต้องนำไปปรับใช้ในช่วงสองปีข้างหน้า
ปัญหาที่ การ์ทเนอร์ ชี้ให้เห็นชัดคือ แอปพลิเคชัน AI จำนวนมากถูกนำไปใช้งานจริงทั้งที่ยังไม่ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยอย่างรอบคอบ ระบบเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและควบคุมได้ยากในระยะยาว ทีมซีเคียวริตี้ส่วนใหญ่ยังไม่มีกระบวนการรับมือที่ชัดเจน ทำให้เมื่อเกิดเหตุ การแก้ไขใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่าภัยไซเบอร์รูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
การ์ทเนอร์ แนะนำให้ผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนา AI ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอรับปัญหาหลังจาก Deploy แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่ามีมาตรการควบคุมความปลอดภัยที่เพียงพอตั้งแต่วันแรก
ไม่ใช่แค่การป้องกันแอปพลิเคชัน AI ที่พัฒนาเอง องค์กรยังต้องรับมือกับความเสี่ยงจากการใช้ AI ภายนอกด้วย การ์ทเนอร์ คาดว่าภายในปี 2571 กว่า 50% ขององค์กรจะหันมาใช้ AI Security Platform ที่รวมศูนย์การบริหารจัดการความเสี่ยง AI ทั้งหมดไว้ในที่เดียว ทั้งการป้องกัน Prompt Injection การจำกัดการไหลของข้อมูล และการบังคับใช้นโยบายการใช้งาน AI อย่างสม่ำเสมอ
ขณะเดียวกัน ปัญหา AI Data Debt หรือการสะสมของข้อมูลที่ไม่พร้อมสำหรับ AI กำลังกลายเป็นภาระขนาดใหญ่ การ์ทเนอร์ ประเมินว่าภายในปี 2573 งานไอทีถึง 33% จะต้องทุ่มไปกับการแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ นับเป็นค่าใช้จ่ายซ่อนเร้นที่หลายองค์กรยังไม่ได้เตรียมรับมือ
นอกจากภัยทางเทคนิค การ์ทเนอร์ ยังเตือนถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรที่ยังพึ่งกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎ AI แบบแมนนวล มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับเงินเกิน 5% ของรายได้ทั่วโลก โดย การ์ทเนอร์ คาดว่า 75% ขององค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจะเผชิญความเสี่ยงนี้ภายในปี 2570 หากไม่เร่งปรับระบบ Cyber GRC ให้เป็นอัตโนมัติ
ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ กฎหมายจัดเก็บข้อมูลที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศบีบให้ 30% ขององค์กรต้องยกเรื่อง Data Sovereignty ขึ้นมาเป็นหัวใจของกลยุทธ์ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ และส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ในอนาคต
การ์ทเนอร์ ทิ้งท้ายด้วยประเด็นที่หลายองค์กรยังประเมินต่ำเกินไป นั่นคือปัญหาด้าน Identity อัตลักษณ์ดิจิทัลของทั้งมนุษย์และเครื่องจักรกำลังเติบโตเร็วและซับซ้อนเกินกว่าเครื่องมือ IAM แบบเดิมจะจัดการได้ ทำให้เกิดช่องโหว่ที่มองไม่เห็น และผู้โจมตีก็รู้ดีว่าช่องโหว่เหล่านั้นอยู่ที่ไหน
การ์ทเนอร์ คาดว่า 70% ของ CISO จะเร่งนำระบบ Identity Visibility and Intelligence ที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาปิดจุดบอดเหล่านี้ภายในปี 2571 เพื่อตรวจจับและรับมือภัยคุกคามจากการขโมยข้อมูลประจำตัวได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิม คาดการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตเร็วขึ้น แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่รบใหม่ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ทุกองค์กรต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างจริงจัง
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok