
ทรู คอร์ปอเรชั่น ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ยืนยันว่าหากเกิดเหตุขัดข้องของระบบเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะไม่ส่งผลกระทบต่อบริการอินเทอร์เน็ตของลูกค้าทรูในประเทศไทย โดยอ้างความพร้อมของโครงข่ายที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกสถานการณ์โดยเฉพาะ
โครงข่ายหลักของทรูรองรับด้วยระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 ที่เชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น ซึ่งเส้นทางแยกออกจากพื้นที่ตะวันออกกลางโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังมีระบบสำรองหลายเส้นทางที่สามารถปรับสลับได้อัตโนมัติผ่านศูนย์เชื่อมต่อหลักที่สิงคโปร์และฮ่องกง
ด้านพันธมิตรเครือข่าย ทรูเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้ให้บริการระดับ Tier 1 ผ่านระบบ peering มากกว่า 30 ราย และ transit อีก 9 ราย ซึ่งทุกรายยืนยันความพร้อมด้านแบนด์วิดท์และเส้นทางเชื่อมต่อที่เพียงพอ ขณะที่ปริมาณทราฟฟิกที่วิ่งไปยังยุโรปและตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 5% ของปริมาณรวมทั้งหมด จึงยิ่งจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ความพร้อมดังกล่าวได้รับการพิสูจน์จริงในเดือนกันยายน 2568 เมื่อเคเบิลหลายเส้นในอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ SMW4, IMEWE, FALCON และ EIG เกิดขัดข้องพร้อมกัน แต่บริการของทรูไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ปัจจุบันทีมเน็ตเวิร์กยังคงเฝ้าระวังโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง พร้อม Warroom รับมือเหตุฉุกเฉินได้ทันที
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok