
ก่อนยุคของ Alpha จะเป็นที่ยอมรับอย่างทุกวันนี้ Sony เคยได้รับคำชวนให้ร่วมมือกับผู้เล่นรายหนึ่งที่เป็นผู้นำในตลาดกล้องมิเรอร์เลสเวลานั้น แต่บริษัทเลือกปฏิเสธและเดินหน้าออกแบบเส้นทางของตัวเอง
เรื่องนี้มาจาก Shigeki Ishizuka อดีตรองประธาน Sony Group ผู้เล่าย้อนถึงช่วงที่ Sony เริ่มพัฒนาระบบมิเรอร์เลสในต้นปี 2009 เขาบอกว่าทีมเชื่อในนวัตกรรมของตัวเอง แต่รู้ด้วยว่าเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ได้ทำให้สินค้าขายดีหรือขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้
บริษัทที่ยื่นข้อเสนอไม่เคยถูกเปิดเผยชื่อ สุดท้าย Sony จึงเลือกพัฒนากล้องมิเรอร์เลสขนาดกะทัดรัดในแบบของตัวเอง ก่อนเปิดตัว NEX-3 และ NEX-5 ซึ่งเป็นกล้อง E-mount รุ่นแรกในปี 2010 หลังเริ่มโครงการราวปีครึ่ง
เส้นทางนั้นยังไม่ทำให้ส่วนแบ่งตลาดกล้องของ Sony ขยับทันที แม้ตัวกล้องจะเล็กและมีดีไซน์ต่างจากกล้องดิจิทัล SLR แบบเดิม จุดเปลี่ยนถัดมาคือปี 2013 ที่ Sony เปิดตัว a7 และ a7R ฟูลเฟรมมิเรอร์เลสรุ่นแรก พร้อมตั้งเป้าภายในบริษัทว่าจะขึ้นเป็นผู้นำตลาดให้ได้ใน 5 ปี
Ishizuka เล่าว่า Sony ปรับทั้งงานพัฒนา การผลิต การขาย การตลาด และบริการหลังการขายควบคู่กันไป รวมถึงรับฟังเสียงจากร้านค้าและผู้ใช้ แล้วต่อยอดไลน์ผลิตภัณฑ์ทุกปี ขณะเดียวกันก็สร้างความสัมพันธ์กับช่างภาพมืออาชีพและองค์กรข่าว เพื่อให้ระบบกล้องได้รับการยอมรับในงานจริง
Ishizuka มองว่าธุรกิจเลนส์ถอดเปลี่ยนได้เป็นหัวใจสำคัญของโมเดลนี้ ไม่ใช่เพียงตัวกล้อง เพราะการสร้างระบบที่มีเลนส์รองรับคือทั้งส่วนที่ทำกำไร ยาก และน่าสนุกที่สุดของธุรกิจ
เส้นทางของระบบ Alpha ยังต่อยอดมาถึงผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ เช่น Sony Alpha 7R VI ที่เปิดตัวในไทย ซึ่งทำให้เห็นภาพการพัฒนาทั้งบอดีและระบบเลนส์ที่เดินหน้าร่วมกัน
เราไม่มีทางรู้ว่าภาพตลาดจะเปลี่ยนไปแค่ไหนหาก Sony ตอบรับข้อเสนอครั้งนั้น เพราะอีกฝ่ายไม่เคยถูกระบุชื่อ แต่เรื่องเล่านี้ทำให้เห็นว่าโลกกล้องไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเซนเซอร์หรือบอดีรุ่นใหม่เท่านั้น บางครั้งการเลือกว่าจะจับมือกับใครหรือจะเดินลำพังก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพที่คนใช้กล้องเห็นในเวลาต่อมา
การปฏิเสธความร่วมมือจึงเป็นเพียงจุดเริ่มของเรื่อง ส่วนสิ่งที่ทำให้ Alpha เติบโตคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระบบเลนส์ การขาย และบริการหลังการขายไปพร้อมกัน
ที่มา: PetaPixel
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok