Apple เดินหน้าแคมเปญ Privacy บน Safari ย้ำจุดยืนว่าความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้คือสิ่งที่ต้องปกป้อง ไม่ใช่ทางเลือก ด้วยชุดฟีเจอร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การบล็อก Tracker (ตัวติดตาม) อัตโนมัติ ไปจนถึงการซ่อน IP Address แม้แต่จาก Apple เองผ่าน iCloud+ Private Relay โดยที่ทั้งหมดทำงานอยู่เบื้องหลัง โดยผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่มเติม
ขณะที่เบราว์เซอร์รายอื่นยังคุยกันอยู่ว่า จะหยุดใช้ Third-Party Cookies (คุกกี้ติดตามข้ามเว็บ) กันเมื่อไหร่? แต่ว่า Safari ลงมือทำไปแล้วตั้งแต่ปี 2019 กลายเป็นเบราว์เซอร์รายใหญ่รายแรกของโลกที่บล็อก Third-Party Cookies ทั้งหมดโดยค่าเริ่มต้น ปิดประตูบริษัทโฆษณาที่ใช้คุกกี้เหล่านี้ติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ข้ามเว็บไซต์โดยไม่ได้รับอนุญาต
เบื้องหลังการทำงานคือ Intelligent Tracking Prevention หรือ ITP ระบบที่ใช้ Machine Learning (การเรียนรู้ของเครื่อง) วิเคราะห์และจำแนก Tracker แบบเรียลไทม์ เมื่อตรวจพบ Tracker ที่รู้จัก ระบบจะลบข้อมูลของมันทันทีและซ่อน IP Address ของผู้ใช้ไม่ให้ Tracker นั้นสามารถระบุตัวตนได้ ผู้ใช้ยังสามารถดูรายงานสรุปผ่าน Privacy Report ได้ตลอดว่า Safari บล็อก Tracker ไปแล้วกี่รายการในแต่ละสัปดาห์

การบล็อกคุกกี้อย่างเดียวยังไม่พอ เพราะบริษัทข้อมูลจำนวนมากหันมาใช้เทคนิค Fingerprinting แทน ด้วยการรวบรวมข้อมูลเล็กน้อยหลายอย่างจากอุปกรณ์ เช่น ชนิดฟอนต์ที่ติดตั้ง ความละเอียดหน้าจอ และการตั้งค่าระบบ นำมาประกอบกันมาใช้เป็น “ลายนิ้วมือ” ที่ระบุตัวผู้ใช้ได้แม้จะล้างคุกกี้ไปแล้ว
Safari รับมือด้วยการส่งข้อมูลอุปกรณ์แบบเรียบง่ายและผสมกลมกลืนให้กับเว็บไซต์ต่างๆ แทนที่จะเปิดเผยค่าที่แท้จริงของอุปกรณ์ ทำให้การสร้างลายนิ้วมือที่ไม่ซ้ำกันทำได้ยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผู้ใช้ iCloud+ ฟีเจอร์ Private Relay ยกระดับความเป็นส่วนตัวขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการส่งการท่องเว็บผ่านเซิร์ฟเวอร์สองชั้น ชั้นแรกที่ Apple รู้แค่ว่าใครส่งคำขอแต่ไม่รู้ว่าไปที่ไหน ชั้นสองที่รู้ว่าปลายทางคือที่ใดแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนขอ ผลลัพธ์คือไม่มีใครสักคนที่รู้ทั้งสองข้อมูลพร้อมกัน ทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายและแม้แต่ Apple เอง

โหมด Private Browsing ของ Safari แตกต่างจากของเบราว์เซอร์ส่วนใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากจะไม่บันทึกประวัติการเข้าชม การค้นหา และข้อความที่พิมพ์แล้ว ยังเปิดใช้งานการป้องกัน Fingerprinting ขั้นสูงและบล็อก Tracker อย่างเต็มรูปแบบด้วย ผู้ใช้สามารถล็อก Private Tab ด้วย Face ID หรือ Touch ID ป้องกันคนอื่นมาเปิดดูได้ในกรณีที่วางโทรศัพท์ทิ้งไว้
Link Tracking Protection ทำงานร่วมด้วยด้วยการตัดพารามิเตอร์ติดตามที่ไม่จำเป็นออกจาก URL โดยอัตโนมัติ เช่น รหัสแคมเปญโฆษณาที่แอบซ่อนอยู่ท้าย URL เพื่อติดตามว่าผู้ใช้มาจากช่องทางใด นอกจากนี้ยังให้ผู้ใช้ตั้งค่า Search Engine เริ่มต้นแยกสำหรับโหมด Private Browsing โดยเฉพาะได้อีกด้วย
Web Extension บน Safari ถูกออกแบบให้ผู้ใช้มองเห็นและควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงได้ชัดเจน ทุกครั้งที่ Extension ต้องการเข้าถึงข้อมูล ระบบจะแจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่าต้องการอะไร และผู้ใช้สามารถจำกัดสิทธิ์ให้ทำงานได้เฉพาะเว็บไซต์ที่เลือก หรือกำหนดระยะเวลาให้ใช้งานได้เพียงวันเดียวได้ ป้องกัน Extension ที่อาจพยายามอ่านรหัสผ่านหรือข้อมูลบัตรเครดิตโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว
ข้อโต้แย้งที่ว่าเบราว์เซอร์ที่ปลอดภัยกว่าต้องช้ากว่านั้น Apple ตอบด้วยตัวเลขที่ชัดเจน Safari ใช้งานสตรีมมิงวิดีโอได้นานกว่า Google Chrome ถึง 5 ชั่วโมงบนแบตเตอรีเดียวกัน ซึ่งหมายถึงการดูซีรีส์ต่อเนื่องได้อีกเกือบ 4–5 ตอนโดยไม่ต้องหาปลั๊ก กลไกการบล็อก Tracker ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังยังส่งผลพลอยได้คือหน้าเว็บโหลดเร็วขึ้นด้วย เพราะสคริปต์ติดตามเหล่านั้นไม่ถูกโหลดมาตั้งแต่แรก

แคมเปญ Privacy ของ Apple บน Safari สะท้อนแนวคิดที่ว่าการปกป้องความเป็นส่วนตัวไม่ควรเป็นภาระที่ผู้ใช้ต้องแบกรับเอง ระบบที่ดีควรทำงานให้โดยอัตโนมัติ ในยุคที่ข้อมูลส่วนตัวกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่า การที่เบราว์เซอร์เลือกยืนข้างผู้ใช้อย่างชัดเจนเช่นนี้นับเป็นจุดยืนที่หาได้ไม่ง่ายนักในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ข้อมูลจาก: Apple Privacy, Apple Privacy Features, Apple Safari
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok