
Qualcomm กำลังพัฒนา Snapdragon 8 Elite Gen6 สำหรับสมาร์ตโฟนเรือธงปี 2026 ด้วยกลยุทธ์ dual-chip โดยแบ่งเป็นรุ่นมาตรฐานและรุ่น Pro ซึ่งรุ่น Pro มีราคาคาดการณ์เกิน 300 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อหน่วย ทำลายสถิติราคาชิปมือถือที่แพงที่สุดของบริษัท ตามรายงานจาก Wccftech
รุ่น Pro จะเป็นชิปตัวแรกของ Qualcomm ที่ผลิตด้วยกระบวนการ 2 นาโนเมตร ของ TSMC พร้อมรองรับหน่วยความจำ LPDDR6 และใช้สถาปัตยกรรม CPU แบบ Oryon ข้อมูลในอุตสาหกรรมระบุว่าแต่ละ wafer ขนาด 2nm มีราคาสูงถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ต้นทุนชิปตัวเดียวกินงบประมาณการผลิตสมาร์ตโฟนพรีเมียมเกือบ หนึ่งในสาม
นักปล่อยข่าวหลุด Smart Chip Insider บน Weibo ไม่เห็นด้วยกับตัวเลขราคา 300 ดอลลาร์ โดยชี้ว่า Wccftech ประเมินราคา Snapdragon 8 Elite Gen5 ไว้ที่ 280 ดอลลาร์ ซึ่งสูงเกินจริงไปกว่า 80 ดอลลาร์ ดังนั้นข้อมูลราคารุ่น Gen6 ที่ว่าจะเกิน 300 ดอลลาร์ควรพิจารณาอย่างระมัดระวัง
ด้วยราคาที่สูงลิ่ว Snapdragon 8 Elite Gen6 Pro คาดว่าจะปรากฏเฉพาะในสมาร์ตโฟนระดับ Ultra flagship เท่านั้น ส่วนมือถือเรือธงระดับกลางจะใช้รุ่นมาตรฐานแทน
| รายการ | รุ่นมาตรฐาน | รุ่น Pro |
|---|---|---|
| CPU Cluster | 2+3+3 | Oryon (ไม่ระบุ) |
| RAM | LPDDR5X | LPDDR6 |
| กระบวนการผลิต | ไม่ระบุ | 2nm (TSMC) |
| GPU | ประหยัดพลังงาน | ประสิทธิภาพสูงสุด |
| ราคาโดยประมาณ | ต่ำกว่า 300 ดอลลาร์ | เกิน 300 ดอลลาร์ |
| กลุ่มเป้าหมาย | Flagship ทั่วไป | Ultra Flagship |
Snapdragon 8 Elite Gen6 รุ่นมาตรฐานจะมี CPU cluster แบบ 2+3+3 รองรับ RAM LPDDR5X และมี GPU ที่ประหยัดพลังงานกว่า แม้ไม่รองรับ LPDDR6 แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพระดับไฮเอนด์ที่มั่นคง
ชิประดับสูงมักถูกวิจารณ์เรื่องความร้อนสูงและประสิทธิภาพแบตเตอรี่ไม่ดี รุ่นมาตรฐานอาจจัดการประสิทธิภาพต่อเนื่องและความร้อนได้ดีกว่า จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าสำหรับมือถือเรือธงในตลาดหลักปี 2026
ราคาหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสมาร์ตโฟนโดยรวม เพื่อรักษาราคาขายให้สมเหตุสมผล ผู้ผลิตหลายรายอาจหลีกเลี่ยงชิป Pro และเลือกใช้รุ่นมาตรฐานแทน เพื่อสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและต้นทุน
คาดว่าราคาจะเกิน 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิป ซึ่งแพงกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นชิปมือถือที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Qualcomm
พราะใช้กระบวนการผลิต 2 นาโนเมตรของ TSMC ซึ่งแต่ละ wafer มีราคาสูงถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่อย่าง LPDDR6 และสถาปัตยกรรม Oryon
จำกัดเฉพาะสมาร์ตโฟนระดับ Ultra flagship เท่านั้น เช่น Samsung Galaxy S Ultra หรือ Xiaomi Ultra ส่วนมือถือเรือธงทั่วไปจะใช้รุ่นมาตรฐาน
รุ่นมาตรฐานใช้ RAM LPDDR5X มี CPU cluster แบบ 2+3+3 GPU ประหยัดพลังงานกว่า และไม่รองรับ LPDDR6 แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพไฮเอนด์พร้อมการจัดการความร้อนที่ดีกว่า
คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2026 ตามวงจรการเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงประจำปีของผู้ผลิตชั้นนำ
ข้อมูลจาก: WCCFTECH
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok





