
OpenAI ร่วมกับศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกัน ภัยพิบัติ แห่งเอเชีย (ADPC) มูลนิธิ Gates และ DataKind จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “AI Skills Jam” ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 รวบรวมผู้แทนด้านการจัดการภัยพิบัติจาก 13 ประเทศทั่วเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเสริมศักยภาพการนำ AI มาใช้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน
โครงการนี้ต่อยอดจาก OpenAI for Countries ที่ประกาศในเวทีดาวอสปี 2568 โดยมีเป้าหมายให้องค์กรด้านภัยพิบัติสามารถนำ AI มาลดภาระงาน เร่งการประสานงาน และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วขึ้นในภาวะวิกฤต
เอเชียคือภูมิภาคที่เผชิญภัยพิบัติรุนแรงที่สุดในโลก โดยคิดเป็นประมาณ 75% ของประชากรโลกที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ธนาคารโลกรายงานว่าประเทศสมาชิกอาเซียนสูญเสียจากภัยพิบัติมากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
สำหรับประเทศไทย ติดอยู่ใน 10 ประเทศที่เสี่ยงต่ออุทกภัยมากที่สุดในโลก โดยลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 40% และสร้าง GDP ถึง 66% ของประเทศ มีความเปราะบางต่อน้ำท่วมในระดับสูง
ทว่าทีมตอบสนองภัยพิบัติในภูมิภาคยังต้องทำงานกับข้อมูลที่กระจัดกระจาย กระบวนการแบบ manual และโครงสร้างพื้นฐานที่จำกัด ทำให้การประสานงานและการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดความล่าช้า

ข้อมูลภายในแบบไม่ระบุตัวตนของ OpenAI เปิดเผยว่า ในช่วงที่เกิดภัยพิบัติจริง การใช้งาน ChatGPT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ช่วงไซโคลน Ditwah ในศรีลังกา ปริมาณข้อความเกี่ยวกับการตอบสนองและฟื้นฟูจากภัยพิบัติเพิ่มสูงขึ้นถึง 17 เท่า ขณะที่ในประเทศไทยช่วงไซโคลน Senyar เดือนพฤศจิกายน 2568 ปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้น 3.2 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนปกติ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าผู้ปฏิบัติงานและประชาชนเริ่มพึ่ง AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับเหตุฉุกเฉินแล้ว

ผู้แทนจากบังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม ได้ร่วมกันทดลองสร้าง Custom GPTs ในเวิร์กช็อปโดยตรง โดยเน้นการนำไปใช้งานจริงใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การรายงานสถานการณ์ การประเมินความต้องการ และการสื่อสารกับสาธารณะ
คุณ Sandy Kunvatanagarn หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะของ OpenAI กล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่ AI ทำได้กับการใช้งานจริงในภาคสนาม โอกาสที่แท้จริงคือการเปลี่ยนความสนใจให้เป็นศักยภาพที่ใช้งานได้จริง”

ADPC ได้พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจด้านภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ควบคู่กับข้อมูลภูมิสารสนเทศและดาวเทียมหลายชุด อาทิ
นอกจากนี้โครงการ ACER-SEA ยังทดลองแผนที่ความเสี่ยงในระดับอาคารใน สปป.ลาว และเมือง Padang Panjang ของอินโดนีเซีย โดยใช้ข้อมูลเปิดและซอฟต์แวร์ open-source ทั้งหมด เพื่อให้ขยายผลได้ในวงกว้างโดยไม่เพิ่มต้นทุน
โครงการระยะที่สองกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยมีเป้าหมายเปลี่ยนจากการพัฒนาทักษะไปสู่การทดสอบและใช้งานจริงในภาคสนามภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
ดร. Valerie Nkamgang Bemo รองผู้อำนวยการด้านการตอบสนองเหตุฉุกเฉินจากมูลนิธิ Gates กล่าวว่า “การเสริมศักยภาพผู้ที่ทำงานใกล้ชิดชุมชนที่สุดด้วยเครื่องมือ AI คือหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ”
ด้าน คุณ Aslam Perwaiz ผู้อำนวยการบริหาร ADPC เน้นย้ำว่า AI สามารถยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้า ปรับปรุงการวิเคราะห์ความเสี่ยง และสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญและความร่วมมือในระดับภูมิภาคที่มีอยู่แล้ว
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok






