
ต่อให้ไม่ได้ใช้แว่นอัจฉริยะ หรือไม่มีบัญชี Facebook และ Instagram ก็อาจเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาในคดีใหม่ของ Meta ได้ หากมีภาพของตัวเองอยู่บนแพลตฟอร์ม ผู้ฟ้องกล่าวหาว่าบริษัทนำภาพของทั้งผู้ใช้และผู้ที่ไม่ใช่ผู้ใช้ไปสร้างข้อมูลใบหน้า สำหรับพัฒนาระบบ จดจำใบหน้า บุคคลบนแว่นอัจฉริยะและฝึก AI โดยไม่ได้รับความยินยอม
คดีนี้ยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐอิลลินอยส์ โดยมี NameTag เป็นหนึ่งในประเด็นหลัก ระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับแว่น Ray-Ban และ Oakley ของ Meta รวมถึงแอป Meta AI แนวทางการทำงานที่ปรากฏในรายงานคือแปลงใบหน้าที่กล้องแว่นมองเห็นเป็นข้อมูลเชิงตัวเลข แล้วนำไปเทียบกับข้อมูลใบหน้าที่เก็บอยู่บนโทรศัพท์ของผู้สวมใส่
สิ่งที่ผู้ฟ้องกำลังตั้งคำถามจึงอยู่ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมข้อมูล ก่อนที่ฟีเจอร์จะเปิดให้ใช้งานจริง โดยกล่าวหาว่า Meta นำรูปจาก Facebook และ Instagram มาสร้างตัวแทนของใบหน้า เช่น เวกเตอร์หรือแม่แบบใบหน้า เพื่อใช้ระบุตัวบุคคล อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงโมเดลสร้างภาพ Emu และ Muse Image ซึ่งผู้ฟ้องอ้างว่าอาจจดจำลักษณะที่เชื่อมโยงกับตัวตนของเจ้าของใบหน้าจากภาพฝึกได้
อย่างไรก็ตาม Meta ระบุว่ายังไม่ได้เปิดฟีเจอร์จดจำใบหน้านี้ให้ผู้บริโภคใช้ และยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเปิดตัวหรือไม่ บริษัทยังปฏิเสธว่ากำลังสร้างฐานข้อมูลใบหน้าส่วนกลาง ขณะที่รายงานต้นทางระบุว่า Meta ยังไม่ได้ยื่นคำตอบในสาระสำคัญต่อคดีใหม่นี้
ผู้ฟ้องยังนำคำขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับการเปรียบเทียบข้อมูลใบหน้ามาสนับสนุนข้อกล่าวหา แต่การมีคำขอสิทธิบัตรไม่ได้ยืนยันว่าบริษัทสร้างหรือใช้งานระบบตามนั้นแล้ว เช่นเดียวกับการพบโค้ด NameTag ที่ยังไม่เปิดใช้งาน ซึ่งไม่ควรถูกตีความว่าแว่น Meta ที่ผู้บริโภคใช้อยู่กำลังระบุตัวคนรอบข้างด้วยฟีเจอร์นี้
คำขอของผู้ฟ้องรวมถึงค่าเสียหายและคำสั่งให้หยุดแนวปฏิบัติที่กล่าวหา โดยเสนอกลุ่มคดีให้ครอบคลุมบุคคลในสหรัฐฯ ที่มีภาพถูกอัปโหลดเข้าสู่บริการที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2021 ทั้งนี้ ศาลยังไม่ได้รับรองกลุ่มคดี และข้อกล่าวหายังไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลตัดสินแล้ว
ในมุมของ ZanZab เรื่องนี้ทำให้คำถามเรื่องความยินยอมใกล้ตัวขึ้น เพราะคนกดอัปโหลดรูปกับคนที่อยู่ในรูปอาจเป็นคนละคน สิ่งที่น่าติดตามจึงเป็นทั้งที่มาของข้อมูลฝึก และขอบเขตการนำข้อมูลใบหน้าไปใช้ โดยต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ผู้ฟ้องกล่าวหา สิ่งที่ Meta ยอมรับว่ากำลังศึกษา และสิ่งที่มีหลักฐานว่าเปิดใช้งานแล้ว
ที่มา: Biometric Update
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok