Meta จับมือ สตช. ปราบ มิจฉาชีพออนไลน์ ลบบัญชีกว่า 1.4 ล้านรายการ จับผู้ต้องสงสัย 63 ราย

GogolicoNewsPR4 มิถุนายน 2569162 Views

Meta ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอีก 3 ราย ได้แก่ Microsoft, Coinbase และ Starlink เปิดปฏิบัติการร่วมขนาดใหญ่สกัดกั้นเครือข่าย มิจฉาชีพออนไลน์ ที่แผ่ขยายทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือการลบบัญชี เพจ และกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงบน Facebook และ Instagram กว่า 1.4 ล้านรายการ พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 63 ราย และอายัดสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลมูลค่ากว่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ปฏิบัติการที่สาม ผลลัพธ์หนักที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Meta และ สตช. ทำงานร่วมกัน แต่เป็นปฏิบัติการร่วมครั้งที่สาม และมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการมา ตัวเลข 1.4 ล้านรายการที่ถูกลบออกจากแพลตฟอร์มบอกอะไรได้มากกว่าแค่ความสำเร็จ มันสะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคนี้ มีโครงสร้างซับซ้อนและกว้างขวางกว่าที่หลายคนคาดไว้

ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ภายใต้ชื่อ Scam Center Strike Force ซึ่งนำโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา โดยทีมงานจากทุกฝ่ายรวมตัวกันทำงานพร้อมกันทั้งในกรุงเทพมหานครและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รูปแบบการทำงานแบบสองเมืองพร้อมกันนี้เองที่ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองทำได้รวดเร็วและนำไปสู่การลงมือได้จริงในเวลาอันสั้น

4 มาตรการที่ทำพร้อมกันตลอดห่วงโซ่การหลอกลวง

สิ่งที่ทำให้ปฏิบัติการนี้แตกต่างจากการปราบปรามทั่วไปคือการตัดวงจรมิจฉาชีพพร้อมกันหลายจุด แทนที่จะโจมตีเพียงจุดเดียว แต่ละองค์กรรับผิดชอบส่วนที่ตนเองทำได้ดีที่สุด

ในส่วนของแพลตฟอร์มดิจิทัล Meta ปิดการใช้งานบัญชี เพจ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกว่า 1.4 ล้านรายการ ขณะที่ Microsoft ระงับบัญชีฉ้อโกงอีกราว 20,000 บัญชีที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายเดียวกัน ด้านการเงินดิจิทัล Coinbase ใช้ความโปร่งใสของเทคโนโลยีบล็อกเชน (ระบบบันทึกธุรกรรมที่ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้) ติดตามร่องรอยการเคลื่อนย้ายเงินจนนำไปสู่การอายัดสินทรัพย์ได้ 3 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน Starlink ยุติการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของอุปกรณ์หลายพันชุดที่ตรวจพบว่าถูกนำไปใช้ในการดำเนินการผิดกฎหมาย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เห็นชัดว่าบริการดาวเทียมอินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้งาน และต้องถูกนำมาใช้เป็นจุดตัดวงจรด้วย

ข้อมูลข่าวกรองนำไปสู่การระบุสถานที่แก๊งใหม่

นอกจากผลลัพธ์ที่วัดได้ทันที การแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองระหว่างองค์กรที่เข้าร่วมยังช่วยระบุที่ตั้งและเครือข่ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างปฏิบัติการ ซึ่งได้ส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการสืบสวนต่อในขั้นตอนถัดไป หมายความว่าผลกระทบของปฏิบัติการนี้จะไม่จบที่ตัวเลข 63 รายที่จับกุมได้แล้ว แต่จะต่อเนื่องออกไปอีก

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหัวหน้าศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ กล่าวว่าการฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติไม่มีทางแก้ได้ด้วยหน่วยงานหรือประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง และย้ำว่าความร่วมมือที่เข้มแข็งพร้อมการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองอย่างทันท่วงทีเป็นปัจจัยสำคัญในการรื้อถอนเครือข่ายเหล่านี้

เหตุใดความร่วมมือข้ามบริษัทจึงสำคัญกว่าการปราบแบบเดี่ยว

เครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ในยุคปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการบนแพลตฟอร์มเดียว พวกเขาใช้หลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน ข้ามเขตอำนาจศาลหลายประเทศ และรับเงินผ่านระบบการเงินทั้งแบบดั้งเดิมและสกุลเงินดิจิทัล การที่ Meta ลบบัญชีได้เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากตัวเงินยังเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี หรืออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมยังเชื่อมต่อให้ศูนย์ปฏิบัติการทำงานต่อได้

คุณคริส ซอนเดอร์บี รองประธานและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไปของ Meta ระบุว่าการปกป้องผู้คนจากการหลอกลวงคือภารกิจสำคัญสูงสุด และปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นพลังของความร่วมมือที่แท้จริง ขณะที่ คุณสตีเวน มาซาดา หัวหน้าฝ่ายหน่วยงานอาชญากรรมดิจิทัลระดับโลกของ Microsoft เสริมว่าเครือข่ายมิจฉาชีพดำเนินงานข้ามแพลตฟอร์มและข้ามพรมแดน จึงต้องการคำตอบในระดับเดียวกัน

มิจฉาชีพออนไลน์ Meta สตช.

บทบาทของบล็อกเชนในการไล่ล่าเงินมิจฉาชีพ

หนึ่งในแง่มุมที่น่าสนใจที่สุดของปฏิบัติการนี้คือการใช้บล็อกเชนเป็นเครื่องมือสืบสวน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนมักมองข้าม คุณเจฟฟ์ ลุงล์โฮเฟอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยของ Coinbase อธิบายว่าแตกต่างจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่ผู้กระทำผิดอาจซ่อนร่องรอยได้ ธุรกรรมบนบล็อกเชนทุกรายการทิ้งหลักฐานไว้ตลอด ความโปร่งใสนี้เองที่ทำให้ Coinbase สามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการติดตามและอายัดสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือที่ยังต้องดำเนินต่อ

ทุกองค์กรที่เข้าร่วมปฏิบัติการต่างยืนยันว่านี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด ตราบใดที่มิจฉาชีพออนไลน์ยังคงพัฒนากลยุทธ์และเปลี่ยนช่องทางหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือข้ามภาคส่วนและข้ามพรมแดนในลักษณะนี้จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น สำหรับผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในไทย ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทั้งแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ภาครัฐ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกำลังเดินหน้าอุดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพเคยใช้หากินมาตลอด

ข้อมูลจาก ข่าวประชาสัมพันธ์ของ Meta

Loading Next Post...
Search Trending
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...