
ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่าในปี 2567 คนไทยชำระเงินแบบดิจิทัลเฉลี่ยราว 650 ครั้งต่อคนต่อปี หรือประมาณวันละ 2 ครั้ง ตัวเลขนี้ทำให้เกิดพฤติกรรม Micro Spending คือการจ่ายเงินจำนวนน้อยแต่บ่อยจนหลายคนไม่ทันสังเกตว่าเงินหายไปกับอะไรบ้าง บริษัท กสิกร เอกซ์ (KX) ในเครือ KBTG จึงพัฒนาแอปจดรายจ่ายอัตโนมัติ เหมียวจด ขึ้นมาแก้ปัญหานี้โดยตรง
รายจ่ายที่มักถูกมองข้ามเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแบบไม่รู้ตัว เช่น การกดเลือก Priority Delivery ในแอปสั่งอาหารเพราะคิดว่าจ่ายเพิ่มไม่กี่บาท การช้อปเสื้อผ้าออนไลน์ตัวละไม่กี่ร้อยแต่ซื้อบ่อยจนลืมนับ หรือค่าสมาชิก (Subscription) ที่แทบไม่ได้ใช้แต่ลืมยกเลิกจนโดนตัดเงินทุกเดือน
แม้แต่ค่ากาแฟและขนมจุกจิกที่ดูเหมือนไม่กี่บาทต่อครั้งก็สะสมเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ เพียงใช้จ่ายวันละ 50 บาทตลอดทั้งปี ยอดรวมพุ่งขึ้นไปเกือบ 19,000 บาท และเมื่อบวกกับค่าสมาชิกอีก 3-4 บริการ ตัวเลขรวมทั้งปีอาจแตะหลักหลายหมื่นบาทโดยที่เจ้าของเงินไม่ทันรู้ตัว

ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า บัญชีออมทรัพย์ของคนไทยกว่า 89% มีเงินเก็บไม่ถึง 50,000 บาท ขณะที่ 77.3% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในยามจำเป็น
เมื่อเงินเก็บมีจำกัดอยู่แล้ว รายจ่ายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันจึงไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อรายจ่ายเหล่านี้กระจายอยู่ในบัตรหลายใบและวอลเล็ตหลายแอป จนแทบไม่มีใครเห็นยอดรายจ่ายจริงของตัวเองในแต่ละเดือน
กสิกร เอกซ์ (KX) ในเครือ KBTG พัฒนาแอป เหมียวจด ขึ้นมาเพื่อจดรายจ่ายอัตโนมัติ โดยเชื่อมต่อกับแอปการเงินและธนาคารชั้นนำในไทยได้มากกว่า 20 แอป
แอปยังมีฟีเจอร์จดรายจ่ายบัตรเครดิตที่รวมทุกการใช้เงินไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะโอนเงินผ่านแอปหรือรูดบัตรกระจายหลายใบ ทุกรายการจะถูกบันทึกโดยไม่ต้องพิมพ์เองทีละบรรทัด
ฟีเจอร์ Budget Alert ให้ผู้ใช้ตั้งงบรายจ่ายตามหมวดหมู่หรือแฮชแท็กที่สนใจ เช่น ค่ากินนอกบ้านหรือค่าช้อปออนไลน์ เมื่อยอดใกล้ถึงลิมิตที่ตั้งไว้ แอปจะแจ้งเตือนทันทีก่อนเงินช็อตปลายเดือน
ส่วนฟีเจอร์เหมียวดู สรุปรายจ่ายจริงให้เห็นเป็นภาพที่อ่านง่าย บอกได้ว่าแต่ละเดือนเงินไหลไปหมวดไหนมากที่สุด ช่วยให้ผู้ใช้เห็นรายจ่ายที่ซ่อนอยู่ซึ่งปกติมักมองข้าม
สำหรับคนที่มักสงสัยว่าทำไมเงินหายไปทุกเดือนทั้งที่ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การเห็นตัวเลขรายจ่ายจริงผ่านแอปแบบเหมียวจด คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลับมาคุมเงินของตัวเองได้อีกครั้ง
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok






