
หัวเว่ย ประเทศไทย เสนอ 3 แนวทางต่อยอดการลงทุน AI ให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยืดหยุ่น การบริหารจัดการข้อมูล และการพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อให้ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีไปใช้กับงานและกระบวนการขององค์กรได้จริง
นายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวบนเวที Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the Trap ถึงแนวทางพาไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค หรือ Regional AI Hub โดยให้ความสำคัญกับความสามารถขององค์กรในการนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม และต่อยอดธุรกิจ
ด้านการใช้งาน นายเดวิดเปิดเผยว่า ปริมาณการใช้ AI Token บน Huawei Cloud Thailand ในเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ 30 เท่าเมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีเดียวกัน การเติบโตนี้เป็นโอกาสให้ขยายการใช้ AI จากเครื่องมือส่วนบุคคลและงานทดลอง ไปสู่กระบวนการทำงานขององค์กรและภาคอุตสาหกรรม
นายเดวิดแบ่งรากฐานของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ พลังงาน ดาต้าเซนเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อ ชิปและโมเดล AI และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม ไทยมีจุดแข็งด้านพลังงาน การลงทุนดาต้าเซนเตอร์ และเครือข่ายโทรคมนาคม โดยเฉพาะ 5G ซึ่งเป็นฐานให้ต่อยอดการใช้งานได้
นายเดวิดมองว่า การกระจุกตัวของดาต้าเซนเตอร์ในบางพื้นที่อาจเกิดข้อจำกัดด้านการจ่ายไฟฟ้า ขณะที่ไทยยังมีข้อจำกัดด้านเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงและการพัฒนาโมเดล AI พื้นฐานเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี แนวทางที่เสนอคือเสริมจุดแข็งที่ไทยมีอยู่ พร้อมพัฒนาขีดความสามารถที่ต่อยอดได้ในระยะยาว
สำหรับองค์กร ความยืดหยุ่นเริ่มจากการเลือกโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สและแพลตฟอร์มที่เปิดทางให้เปลี่ยนเทคโนโลยีได้ เมื่อมีโมเดลใหม่ที่เหมาะกับงาน ธุรกิจก็สามารถนำมาเชื่อมกับระบบเดิมได้รวดเร็วขึ้น นายเดวิดยกตัวอย่างธนาคารขนาดใหญ่ในจีนที่มีทีมวิจัยและพัฒนา AI ประมาณ 100 คน และใช้ความรวดเร็วในการเชื่อมต่อโมเดลใหม่เข้ากับระบบธนาคารเป็นตัวชี้วัดสำคัญ
รูปแบบการติดตั้งยังเลือกได้ทั้งระบบภายในองค์กร หรือ On-premise, Public Cloud ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย และคลาวด์ในต่างประเทศ โดยพิจารณาตามความต้องการของธุรกิจและความอ่อนไหวของข้อมูล เพื่อจัดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และอำนาจในการควบคุมระบบ
ข้อมูลเฉพาะขององค์กรและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่ทำให้การใช้ AI ของแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน หัวเว่ยจึงเสนอให้ลงทุนในแพลตฟอร์มข้อมูลและระบบกำกับดูแลข้อมูลควบคู่กับซอฟต์แวร์ AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านประมวลผล
แนวทางด้านข้อมูลประกอบด้วย Data Sovereignty หรือการรักษาอำนาจควบคุมข้อมูลสำคัญ, Data Governance หรือการจัดการข้อมูลให้มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ และ Data Monetization หรือการนำข้อมูลไปสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ทั้งสามส่วนช่วยให้องค์กรดูแลข้อมูลและองค์ความรู้ของตนเอง พร้อมนำไปใช้กับ AI อย่างเป็นระบบ
หัวเว่ยยังนำเสนอ DIMAK กรอบการพัฒนา AI Engineering ที่กล่าวถึงในงาน HUAWEI CONNECT 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยรวมความสามารถด้านวิศวกรรม 5 ด้านสำหรับเชื่อม AI เข้ากับการดำเนินธุรกิจ ได้แก่
ในงานผลิตหรือบริการลูกค้า องค์กรต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ ระบบที่เชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานเดิม และกระบวนการที่พนักงานใช้ AI ได้จริง กรอบ DIMAK วางองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ด้วยกัน เพื่อให้การลงทุนเทคโนโลยีเดินต่อไปถึงการใช้งานและผลลัพธ์ทางธุรกิจ
การพัฒนาคนเป็นอีกส่วนที่หัวเว่ยให้ความสำคัญ นายเดวิดเสนอให้องค์กรเปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ได้ทดลอง แก้ปัญหา และมีส่วนร่วมในโครงการ AI ที่นำไปใช้งานจริง โดยมองทักษะพื้นฐาน ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นควบคู่กับประสบการณ์
ผู้นำองค์กรมีบทบาทในการสร้างสภาพแวดล้อมให้บุคลากรเติบโต ทั้งการลงทุนพัฒนาคน เปิดพื้นที่ให้ทดลองสิ่งใหม่ และมอบหมายงานที่ท้าทาย การเรียนรู้ผ่านโครงการจริงทำให้คนในองค์กรมีโอกาสพัฒนาความสามารถในการนำ AI ไปแก้โจทย์ของธุรกิจ
แนวทางของหัวเว่ยจึงเชื่อมการลงทุน AI เข้ากับความพร้อมของระบบ ข้อมูล และคน เพื่อให้ไทยต่อยอดฐานดิจิทัลไปสู่ Regional AI Hub และให้ภาคธุรกิจสร้างความสามารถที่พัฒนาได้ต่อเนื่อง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หัวเว่ย ประเทศไทย
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok