
GoPro เพิ่งเปิดตัว Mission 1 ซีรีส์กล้องแอ็กชันที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท แต่ในเวลาเดียวกันก็กำลังประสบ วิกฤต หนัก ล่าสุดมีเอกสารทางการเงินที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ระบุว่าบริษัทอาจ “ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้” ภายใน 12 เดือนข้างหน้า
หลายคนอาจคิดว่า GoPro แค่ “ขายไม่ดีช่วงนี้” แต่ความจริงคือวิกฤตนี้สะสมมานานกว่า 2 ปีแล้ว ในปี 2567 บริษัทขาดทุนสุทธิถึง 432.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปีถัดมาแม้จะลดลงมาอยู่ที่ 93.5 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังคือการขาดทุน ไม่ใช่การฟื้นตัว
ลองเทียบให้เห็นภาพ ถ้าธุรกิจของคุณขาดทุน 432 ล้านบาทในปีแรก แล้วปีต่อมาขาดทุน 93 ล้านบาท คุณจะบอกว่ามันดีขึ้นได้ไหม? จริงอยู่ว่าดีขึ้นในแง่ตัวเลข แต่เงินในกระเป๋ายังคงรั่วไหลออกไปอย่างต่อเนื่อง และนั่นคือปัญหาแท้จริงของ GoPro
ปัญหาที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิมคือ ราคาชิปหน่วยความจำ (Memory) ที่ใช้ในกล้องพุ่งสูงขึ้น 80 ถึง 110 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาสั้น ๆ สาเหตุหลักมาจากวิกฤตอุตสาหกรรม AI ที่มาดึงกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำทั่วโลกไปจำนวนมาก บริษัทผู้ผลิตชิปจึงหันไปส่งของให้ลูกค้ารายใหญ่กว่าอย่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก่อน
สำหรับ GoPro ที่ต้องการชิปหน่วยความจำเพื่อใส่ในกล้องทุกตัวที่ผลิต นั่นหมายความว่าต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้นทันที ในขณะที่ยังขายได้ในราคาเดิม ช่องว่างกำไรที่เคยมีจึงแคบลงอย่างรวดเร็ว
GoPro ไม่ได้ผลิตชิปเอง ต่างจาก Apple หรือ Samsung ที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานได้จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ GoPro ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ภายนอก เมื่อซัพพลายเออร์ลดการจัดส่งและขึ้นราคา บริษัทมีทางเลือกน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นการยอมจ่ายราคาแพงขึ้น หรือผลิตน้อยลงซึ่งหมายถึงรายได้ที่ลดลงตามไปด้วย
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 GoPro ยื่นแบบฟอร์ม 8-K ต่อสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแบบฟอร์มมาตรฐานที่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องยื่นเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เนื้อหาระบุว่าหากบริษัทไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมหรือทำธุรกรรมเชิงกลยุทธ์ได้ บริษัท “อาจต้องลดขนาดอย่างมีนัยสำคัญ ปรับโครงสร้าง หยุดดำเนินงาน หรือขอความคุ้มครองภายใต้กฎหมายล้มละลาย”
อย่างไรก็ตาม เอกสารฉบับเดียวกันยืนยันชัดว่า ยังไม่มีแผนการยื่นขอล้มละลายใด ๆ ที่ถูกเริ่มต้นหรือพิจารณา กรณีนี้คล้ายกับที่ Kodak เคยยื่นเอกสารในลักษณะเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว แต่สุดท้ายสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินและกลับมาเติบโตได้
บริษัทไม่ได้นั่งรอให้วิกฤตผ่านไปเอง มีการตัดพนักงานออกไปแล้ว 23 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายถึงพนักงานเกือบ 1 ใน 4 ของบริษัทต้องออกจากงาน นอกจากนั้นยังมีรายงานว่าบริษัทกำลังพิจารณาข้อเสนอซื้อกิจการจากผู้สนใจรายอื่น โดยผู้ก่อตั้งอย่าง Nick Woodman ให้การสนับสนุนกระบวนการนี้อย่างเต็มที่
ในทางธุรกิจ การขายกิจการไม่ได้หมายความว่าแบรนด์จะหายไป แต่หมายความว่าบริษัทใหม่จะเข้ามาควบคุมแทน ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการฟื้นฟูก็ได้ ตัวอย่างใกล้ตัวคือ Polaroid ที่ล้มละลายแต่แบรนด์ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้
สำหรับคนที่ใช้ GoPro อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักปั่น นักวิ่ง หรือนักดำน้ำ กล้องที่มีอยู่ในมือยังใช้งานได้ตามปกติ แต่สิ่งที่น่าติดตามคือ อะไหล่และอุปกรณ์เสริม รวมถึงการอัปเดตซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันจะยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าบริษัทถูกขายหรือปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
ที่น่าสนใจคือ GoPro Mission 1 ซีรีส์ล่าสุดที่มาพร้อมเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ความละเอียด 8K เพิ่งเริ่มจัดส่งไปเมื่อไม่กี่วันก่อนข่าวนี้จะออกมา สินค้าดีที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทออกมาพร้อมกับวิกฤตที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท นี่คือ GoPro ณ ปี 2569
ในอีก 12 เดือนข้างหน้า คำตอบว่า GoPro จะเดินต่อในฐานะอิสระ ถูกซื้อกิจการ หรือต้องปิดบทบาทลง ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะหาแหล่งเงินทุนหรือผู้ซื้อได้ทันหรือเปล่า ในตลาดที่คู่แข่งอย่าง DJI และ Insta360 แข็งแกร่งขึ้นทุกปี
ข้อมูลจาก: Digital Camera World
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok






