
การ์ทเนอร์ระบุว่าผู้โจมตีทางไซเบอร์กำลังได้เปรียบองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การโจมตีแอปพลิเคชัน AI, การปลอมแปลงตัวตนด้วย Deepfake, ภัยต่อห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ และ Prompt Injection โดย คุณจอห์น วัตตส์ (John Watts) รองประธานนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ เปิดเผยข้อมูลนี้ในงาน Gartner Security & Risk Management Summit เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 พร้อมแนวทางรับมือเฉพาะสำหรับ CISO
การ์ทเนอร์ออกแบบกรอบ ThreatScape เพื่อแยกแยะภัยคุกคามออกเป็น 6 หมวดโดยใช้ 2 มิติวัด ได้แก่ คุณภาพของ “สัญญาณภัยคุกคาม” (Threat Signal) ที่มีอยู่จริง และความสามารถขององค์กรในการตอบโต้ได้จริงในเชิงปฏิบัติ ผลการจัดหมวดหมู่สำหรับช่วงปี 2569-2570 ชี้ชัดว่าทั้ง 4 ภัยคุกคามนี้อยู่ในโซนที่ผู้โจมตีครองความได้เปรียบอย่างชัดเจน ขณะที่ฝั่งรับยังขาดความพร้อมในการสังเกตและตอบสนอง
คุณวัตตส์อธิบายว่าบริษัท AI ชั้นนำพยายามนำเสนอแนวคิดความปลอดภัยใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้าง “สัญญาณรบกวน” ในปริมาณมากให้กับสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายอยู่แล้ว ผู้นำด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้จึงต้องมีทักษะในการแยกสัญญาณภัยคุกคามที่แท้จริงออกมาให้ได้ก่อนที่ช่องโหว่จะถูกนำมาใช้งานจริงในโลก
เครื่องมือ AI ขององค์กรกลายเป็นเป้าหมายหลักเนื่องจากการ deploy เร็วกว่าการวางระบบควบคุมความปลอดภัยอย่างเห็นได้ชัด พื้นที่การโจมตีปัจจุบันครอบคลุม Custom-built agents ที่พัฒนาเฉพาะองค์กร, Third-party integrations ที่เชื่อมต่อกับระบบภายนอก และแอปพลิเคชันสำหรับพนักงานที่เข้าถึงข้อมูลละเอียดอ่อนโดยตรง หากระบบควบคุมหละหลวม ข้อมูลสำคัญหรือรหัสผ่านอาจรั่วไหลออกมาโดยที่ทีม IT ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
การ์ทเนอร์แนะนำให้นำกรอบ TRiSM (Trust, Risk and Security Management) มาฝังในกระบวนการพัฒนา AI ตั้งแต่วันแรก โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ก่อน พร้อมกับนำแนวปฏิบัติ Secure Development Life Cycle และ Threat Modeling มาปรับใช้กับแอปพลิเคชัน AI โดยเฉพาะ นอกจากนี้ควรยกระดับการจัดหมวดหมู่ข้อมูลและติดตั้งระบบ Purpose-Based Access Control (PBAC) ที่กำหนดสิทธิ์ตามวัตถุประสงค์การใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ตามตำแหน่งงานอีกต่อไป รวมถึงติดตั้งระบบตรวจสอบการทำงานอย่างต่อเนื่อง
GenAI เร่งให้ Deepfake ทั้งเสียง วิดีโอ และภาพนิ่งมีความสมจริงในระดับที่ระบบตรวจจับแบบเดิมตามไม่ทัน โดยเฉพาะเมื่อสร้างแบบ Real-time ระหว่างการประชุมหรือโทรศัพท์ ผู้โจมตีนำไปใช้โจมตีระบบ Biometric Authentication เช่น การสแกนใบหน้าและเสียง, ใช้ประกอบกลอุบาย Social Engineering แบบ Real-time เพื่อหลอกพนักงานระดับสูงให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูล และยังแทรกซึมกระบวนการสรรหาบุคลากรเพื่อวาง Insider Threat ฝังตัวอยู่ในองค์กรอีกด้วย
คุณวัตตส์ย้ำว่าไม่มีเครื่องมือตรวจจับ Deepfake ชิ้นเดียวที่ปกป้องได้ครบทุกช่องทาง องค์กรต้องวางระบบควบคุมแบบ Layers ที่แตกต่างกันตาม Use Case แต่ละประเภท โดยเน้นการตรวจจับ Presentation Attack คือการใช้รูปหรือหน้ากากหลอกกล้อง และ Injection Attack คือการสอดแทรกข้อมูลภาพเข้าระบบโดยตรง ควบคู่กับการวิเคราะห์สัญญาณเชิงบริบทรอบด้าน สำหรับการประชุมออนไลน์ควรบังคับใช้ Conditional Access Policies ที่ต้องการยืนยันตัวตนอย่างแน่นหนา และวิเคราะห์ Metadata ของการโทรทุกครั้ง
การ์ทเนอร์ระบุว่าวิวัฒนาการของผลิตภัณฑ์ GenAI จะยิ่งเร่งการโจมตีผ่านช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ Open Source ให้เร็วและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโค้ดที่ AI สร้างขึ้นถูกนำไปใช้งานโดยไม่ตรวจสอบความปลอดภัยอย่างครบถ้วน CISO ควรกำหนดให้ผู้จำหน่ายส่ง SBOM (Software Bill of Materials) และ AIBOM (AI Bill of Materials) เพื่อประเมินความเสี่ยงของทุกชิ้นส่วนก่อนนำไปติดตั้ง พร้อมใช้คลังโค้ดที่ผ่านการตรวจสอบ บังคับใช้ระบบ Branch Protection และลงนามดิจิทัลในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนา
Prompt Injection คือการแทรกคำสั่งเพื่อบิดเบือนพฤติกรรมของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ส่งผลให้ข้อมูลละเอียดอ่อนรั่วไหล ระบบทำสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือข้ามผ่านระบบควบคุมความปลอดภัยทั้งหมดในทีเดียว ยิ่งองค์กรขยายการใช้ GenAI มากขึ้น พื้นที่เสี่ยงต่อ Prompt Injection ก็ยิ่งกว้างขึ้นตาม
การรับมือที่มีประสิทธิภาพต้องใช้กลยุทธ์ป้องกันแบบหลายชั้นพร้อมกัน ประกอบด้วยการติดตั้งระบบ Input Validation and Sanitization เพื่อกรองคำสั่งอันตรายออกก่อนส่งให้ AI ประมวลผล, วางระบบตรวจจับและแจ้งเตือนพฤติกรรม AI ที่ผิดปกติแบบ Real-time และผสาน Prompt Injection Testing เข้าเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการพัฒนาระบบ AI ตั้งแต่ขั้นตอน Design ไม่ใช่รอ Test ตอนจะ deploy แล้ว ผลจากการทดสอบต้องนำกลับมาปรับปรุง Runtime Controls อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ระบบแข็งแกร่งขึ้นทุกรอบ
ทั้ง 4 ภัยคุกคามนี้มีจุดร่วมเดียวกัน คือองค์กรส่วนใหญ่ยังขาดทั้งความสามารถในการมองเห็น (Visibility) และความสามารถในการตอบสนองได้ทันเวลา (Response Capability) ขณะที่ผู้โจมตีพัฒนาเครื่องมือใหม่ด้วยความเร็วที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือภัยทั้ง 4 รูปแบบนี้มักถูกใช้ประกอบกัน ไม่ใช่โจมตีทีละจุดแบบที่องค์กรส่วนใหญ่เตรียมรับมือ การ์ทเนอร์คาดว่าองค์กรที่ปรับกรอบความปลอดภัยให้รองรับ AI ได้ก่อนปี 2570 จะมีความได้เปรียบในการรับมือภัยคุกคามชุดถัดไปที่กำลังจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok