
Ferrari เปิดตัว Luce รถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ พร้อมสเปกระดับไฮเปอร์คาร์และงานดีไซน์จาก Sir Jony Ive อดีตหัวหน้าทีมออกแบบของ Apple แต่สิ่งที่เป็นกระแสสกลับไม่ใช่เรื่องของสมรรถนะสุดอลังการ หากเป็นรูปทรงที่ฉีกกรอบเดิมออกจนแฟนคลับจำนวนไม่น้อยออกมาต่อต้าน ถึงขนาดที่ว่าอยากให้เอาโลโก้แบรนด์ออกไปจากรถคันนี้ ว่าแต่ทำไมมันถึงรุนแรงขนาดนี้กัน
ก่อนจะถกเรื่องดีไซน์ ต้องยอมรับว่าในแง่วิศวกรรม Ferrari ไม่ได้ประนีประนอมแม้แต่น้อย Luce ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวขับเคลื่อนอิสระทั้ง 4 ล้อ (Quad-motor AWD) รวมกำลังสูงสุดกว่า 1,035 แรงม้า ดึงความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 2.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง
แบตเตอรีขนาด 122 kWh วิ่งได้ไกล 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มตามมาตรฐาน WLTP บนสถาปัตยกรรม 800V-880V ที่รองรับการชาร์จความเร็วสูง ราคาเปิดตัวที่ 550,000 ยูโร หรือประมาณ 21 ล้านบาท ยังไม่รวมภาษีนำเข้าสำหรับตลาดไทย
สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการคือ Luce เป็น Ferrari คันแรกที่มีรูปแบบ 4 ประตู รองรับผู้โดยสารได้ถึง 5 ที่นั่ง โดยประตูหลังเปิดแบบ Rear-hinged หรือที่เรียกกันว่า “ประตูตู้กับข้าว” ถือเป็นการขยายนิยามของรถสปอร์ตอิตาเลียนออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

Ferrari มอบหมายงานออกแบบทั้งภายนอกและภายในให้ LoveFrom บริษัทออกแบบที่ก่อตั้งโดย Sir Jony Ive และ Marc Newson ซึ่งมีแนวคิดที่อธิบายได้ว่าทำไมรถถึงออกมาหน้าตาแบบที่เห็น
ในโลกของรถไฟฟ้า ระยะทางวิ่งคือสิ่งที่ลูกค้าถามก่อนทุกอย่าง การออกแบบจึงต้องกดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ (Drag Coefficient) ให้ต่ำที่สุด เส้นสายกล้ามเนื้อที่เคยเป็นลายเซ็นของ Ferrari จึงถูกขัดเกลาจนเรียบเนียนและลื่นไหล ตัวถังถูกออกแบบให้ดูเหมือนชิ้นเดียวกัน โดยกระจกบังลมลาดเทต่อเนื่องยาวไปถึงส่วนหน้าของฝากระโปรง สร้างโครงสร้างที่ไร้รอยต่อ (Shell-like structure) ซึ่งอิงจากแนวคิดรถคอนเซปต์ยุค 1960s
เป็นแนวคิดที่ดูขัดแย้งอยู่บ้าง เพราะ Jony Ive ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง iPhone และทำให้โลกคุ้นชินกับการสัมผัสหน้าจอ กลับเลือกที่จะไม่ใส่หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ในรถคันนี้ แทนที่ด้วยการผสมผสานหน้าจอ OLED เข้ากับปุ่มกด ปุ่มหมุน และสวิตช์แบบกลไก ที่ผ่านการทดสอบเสียงคลิกและความรู้สึกขณะกดร่วมกับทีม Ferrari เพื่อรักษาอารมณ์ของการควบคุมเครื่องจักรอย่างแท้จริง นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนว่า “การตอบสนองทางกายภาพ” ยังสำคัญกว่าความสะดวกของหน้าจอ

เมื่อภาพคันจริงปรากฏ กระแสในโลกออนไลน์แตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน โดยทางฝั่งที่ไม่พอใจมีเสียงดังกว่าค่อนข้างมาก
กลุ่มผู้รักรถเครื่องยนต์สันดาปมองว่า รถคันนี้สูญเสียสิ่งที่ทำให้ Ferrari เป็น Ferrari อย่างหมดสิ้น ทั้งความก้าวร้าวในเส้นสาย ความดุดันของรูปทรง และที่หนักที่สุดคือเสียงเครื่องยนต์ V8 และ V12 ที่ถูกแทนที่ด้วยระบบจำลองเสียงซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเสียงกีตาร์ไฟฟ้า ในสายตาของคนกลุ่มนี้ เสียงสังเคราะห์ไม่มีวันทดแทนอารมณ์ดิบของเครื่องยนต์จริงได้ บางความเห็นถึงขั้นระบุว่ารูปทรงภายนอกดูคล้ายรถไฟฟ้าจากจีนมากกว่าจะเป็นไฮเปอร์คาร์ราคา 21 ล้านบาท
อีกฝั่งหนึ่งมองว่าสิ่งที่ทีม LoveFrom ทำคือความกล้าหาญที่หาได้ยากในอุตสาหกรรมยานยนต์ การออกแบบที่ปฏิเสธ “รหัสดีไซน์” เดิมของรถสปอร์ตทุกสไตล์ และพยายามนิยามใหม่ว่ารถสมรรถนะสูงในยุคไฟฟ้าควรมีหน้าตาอย่างไร คือก้าวที่ต้องเกิดขึ้นในสักจุดหนึ่ง และ Ferrari เลือกเป็นคนทำก่อน
Luca Cordero di Montezemolo อดีตประธาน Ferrari ออกมาวิจารณ์โดยตรงว่าแบรนด์กำลังเสี่ยงทำลายตำนานของตัวเอง และเปรยว่าควรพิจารณาถอดโลโก้ม้าลำพองออกจากรถคันนี้ ขณะที่หุ้นของ Ferrari ในตลาดหลักทรัพย์มิลาน (Borsa Italiana) ร่วงลง 8.5% ในวันเปิดตัว สะท้อนความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่อทิศทางของแบรนด์

การตัดสินใจออกแบบ Luce ให้ดูแตกต่างจาก Ferrari คันอื่นทุกรุ่น ไม่น่าจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ กลุ่มเป้าหมายที่ Ferrari มองหาคือนักธุรกิจและผู้บริหารในซิลิคอนแวลลีย์ที่มองรถในฐานะงานศิลปะและเทคโนโลยี ไม่ใช่เพื่อดริฟต์หรือแข่งสนามซ้อม คนกลุ่มนี้อาจไม่เคยหลงรักเสียง V12 และไม่ได้ต้องการรูปทรงดุดันโฉบเฉี่ยว แต่ต้องการรถที่บอกว่า “นี่แหละ อนาคต”
ในแง่กลยุทธ์ธุรกิจ นี่คือการยอมเสียฐานเก่าบางส่วน เพื่อเปิดประตูสู่ฐานลูกค้าใหม่ที่มีกำลังซื้อไม่แพ้กัน คำถามคือ Ferrari จะรักษาสมดุลระหว่างสองโลกนี้ได้หรือไม่ในรุ่นถัดไป
ตอนนี้ การเปิดตัว Ferrari Luce คือจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ไม่ว่าจะมองในแง่ใด รถคันนี้ทำให้เกิดข้อโต้เถียงอันหนักหน่วงที่ยากจะหลีกเลี่ยงในวงการยานยนต์ระดับโลก ว่าเมื่อแบรนด์ที่ยืนหยัดบนเสียงเครื่องยนต์สันดาปมาตลอดกว่า 75 ปีตัดสินใจเดินหน้าสู่ยุคไฟฟ้าอย่างจริงจัง เส้นทางที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร
ฝั่งหนึ่งบอกว่าควรรักษา DNA เดิมไว้แม้จะเปลี่ยนระบบขับเคลื่อน อีกฝั่งบอกว่าการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนคือการเปลี่ยน DNA โดยพื้นฐาน จึงไม่มีเหตุผลที่จะรักษาเปลือกนอกเดิมไว้ ทั้งสองมุมต่างมีเหตุผลน้ำหนักพอกัน
สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้คือปฏิกิริยาของตลาดในระยะยาว เมื่อ Luce เริ่มออกวิ่งจริงบนถนน และคำถามที่ยังรอคำตอบอยู่คือ ผู้อ่านที่เห็นรถคันนี้แล้วรู้สึกอย่างไร? ประทับใจในความกล้าของ Ferrari หรือเสียดายที่แบรนด์ในดวงใจเลือกเดินทางนี้?

ถ้าดูจากกระแสชาวเน็ต ก็รู้สึกว่าแทบจะไม่มีใครชื่นชมกับหน้าตาของรถรุ่นนี้เลย ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นเฟอร์รารี่ แต่มันดูไม่ต่างอะไรจากรถอีวีจากจีนที่ราคาล้านต้นๆ แต่นี่คือเฟอร์รารี่ราคา 21 ล้านบาท
ถ้าดูจากหลายๆ รีวิวของคนที่ได้ไปสัมผัสคันจริง ทุกคนรู้สึกชื่นชมกับภายในของรถที่น่าประทับใจ แต่ภายนอกก็จะมองว่า เป็นความกล้าและต้องการฉีกจากความเป็นเดิมๆ ของแบรนด์ และนั่นเป็นสิ่งที่เฟอร์รารี่ต้องพิสูจน์ถึงตัวตนของรถคันนี้ ว่าจะยืนตรงไหน และแตกต่างอย่างไร
ส่วนตัวผม สะดุดกับคำวิจารณ์นึงในอินเทอร์เนต ว่า “Xiaomi S07 แบรนด์จีนยังดูเป็นซูเปอร์คาร์มากกว่าเฟอร์รารี่ทำซะอีก”
ข้อมูลอ้างอิง : Engadget | Car and Driver
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok