
สหภาพยุโรป (EU) ออกกฎหมายบังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนต้องออกแบบแบตเตอรีให้ผู้ใช้เปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง มีผลบังคับใช้เดือนกุมภาพันธ์ 2027 ครอบคลุมทั้งสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต เครื่องเล่นเกมพกพา และแว่น Smart Glasses
กฎหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Right to Repair ที่ EU ผลักดันมาหลายปี มุ่งเพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาค แม้จะบังคับใช้เฉพาะในสหภาพยุโรป แต่ด้วยกระบวนการผลิตแบบ Mass Production ผลกระทบมีแนวโน้มลามถึงตลาดอื่นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
หลายคนอาจนึกถึงสมาร์ตโฟนยุค 2010 ที่แค่เปิดฝาหลังก็เปลี่ยนแบตเตอรีได้ทันที แต่กฎหมายใหม่ของ EU ไม่ได้กำหนดไปถึงขนาดนั้น
ข้อกำหนดระบุเพียงว่าแบตเตอรีต้อง “ถอดและเปลี่ยนได้ง่าย” (readily removable and replaceable) โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง หรือหากต้องใช้ก็ต้องแถมมาในกล่องโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ในทางปฏิบัติจึงมีแนวโน้มว่าผู้ผลิตจะเลือกแถมไขควงขนาดเล็กหรือเครื่องมือถอดฝาในกล่องสินค้า มากกว่าการออกแบบระบบ pop-out แบบเดิมที่กระทบต่อโครงสร้างและความกันน้ำของตัวเครื่อง
กฎหมายนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต เพราะว่าสินค้า Smart Glasses หรือแว่นตาอัจฉริยะก็อยู่ในขอบเขตด้วยเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่า EU มองการณ์ไกลถึงอุปกรณ์สวมใส่รุ่นใหม่ที่กำลังเติบโต
ที่น่าสนใจคือ Nintendo ได้เตรียมตัวรองรับล่วงหน้าแล้ว โดยพัฒนา Nintendo Switch 2 ให้รองรับการเปลี่ยนแบตเตอรีได้ก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ ถือเป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตบางรายเริ่มปรับตัวเชิงรุกแทนที่จะรอให้กฎบังคับ
ประเด็นที่ชวนให้จับตาที่สุดคือ Apple อาจไม่ต้องปฏิบัติตามกฎนี้เลย เนื่องจากกฎหมาย EU ระบุข้อยกเว้น สำหรับอุปกรณ์ที่แบตเตอรีสามารถรักษาความจุไว้ได้ที่ระดับ 80% หรือมากกว่า หลังครบ 1,000 รอบการชาร์จ
และที่ผ่านมา Apple มีระบุในเอกสารทางการว่า iPhone 15 และรุ่นใหม่กว่านั้นผ่านมาตรฐานแบตเตอรี่ดังกล่าว ทำให้ iPhone ทุกรุ่นที่วางขายตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไป จะอยู่นอกเขตบังคับของกฎหมายนี้โดยอัตโนมัติ
John Ternus ซีอีโอคนต่อไปของ Apple เคยแสดงจุดยืนว่าสนับสนุนสิทธิในการซ่อม แต่เชื่อว่าการทำให้ผลิตภัณฑ์ “ทนทานและใช้งานได้นาน” สำคัญกว่าการทำให้ซ่อมได้ง่าย ซึ่งตรงกับทิศทางที่ Apple เลือกเดินมาตลอด
ทั้งนี้ Apple ไม่ได้นิ่งเฉย บริษัทได้เปิดตัวชุด DIY Repair Kit สำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรีและอะไหล่อื่นๆ อยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับกฎหมายในลักษณะนี้จากทั่วโลก
สำหรับผู้ผลิต Android กฎหมายนี้กำหนดเส้นตายที่ชัดเจน กุมภาพันธ์ 2027 คือกำหนดเวลาที่อุปกรณ์ต้องเป็นไปตามข้อกำหนด ซึ่งตรงกับช่วงที่ Samsung น่าจะเปิดตัว Galaxy S27 Series พอดี ทำให้สมาร์ตโฟนซีรีส์นี้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นรุ่นแรกของ Samsung ที่ต้องปรับการออกแบบแบตเตอรีให้สอดคล้องกับกฎ EU
ผู้ผลิตรายอื่นอย่าง Google, OnePlus และแบรนด์ Android อื่นๆ ที่จำหน่ายในตลาด EU ล้วนอยู่ในข่ายที่ต้องปรับตัวเช่นกัน
ปฏิกิริยาจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางบวกกับกฎหมายนี้ ชุมชนออนไลน์อย่าง Reddit มองว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรกับผู้บริโภค และเป็นก้าวที่ถูกต้องจาก EU
เหตุผลหลักคือแบตเตอรีมักเป็นชิ้นส่วนแรกที่เสื่อมสภาพในสมาร์ตโฟน การเปลี่ยนแบตเตอรีได้เองโดยไม่ต้องพึ่งศูนย์บริการจะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดต้นทุนในระยะยาวให้ผู้บริโภค
กฎหมายฉบับนี้ถูกพัฒนามาหลายปีแล้ว และกำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้บริโภคต้องการความยืดหยุ่นและความคุ้มค่าจากอุปกรณ์ที่พวกเขาเป็นเจ้าของ
ข้อมูลจาก: TechRadar
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok