ดิจิทัลเพย์เมนต์ SME ไทย โอกาส 6.7 แสนล้านบาทกับอุปสรรคที่ยังแก้ไม่ตก

GogolicoGogolicoNews, PR18 พฤษภาคม 2026170 Views

ดิจิทัลเพย์เมนต์ SME ไทย

2C2P by Antom ร่วมกับ IDC เผยรายงาน “How Southeast Asia Buys and Pays 2026” ที่สำรวจกลุ่ม SME จำนวน 600 รายใน 6 ประเทศอาเซียน ผลลัพธ์ที่ได้ฉายภาพที่น่าสนใจ ตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคกำลังเดินหน้าอย่างร้อนแรง ขณะที่ผู้ประกอบการไทยรับรู้โอกาสแต่ยังติดหล่มในเรื่องพื้นฐาน

อาเซียนโตแรง อันดับ 2 ของโลก

ตัวเลขจาก IDC ชี้ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะขยายตัว 85.4% แตะมูลค่า 9.38 ล้านล้านบาท (ประมาณ 2.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) ภายในปี 2572 คิดเป็น CAGR ที่ 13.2% ต่อปีในช่วงปี 2567-2572 ตัวเลขนี้จะดันให้อาเซียนขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดียเพียงแห่งเดียว

หัวใจของการเติบโตนี้คือดิจิทัลเพย์เมนต์ ซึ่งคาดว่าจะครองสัดส่วน 97% ของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมดภายในปี 2572 เพิ่มจาก 89% ในปัจจุบัน แรงหนุนหลักมาจากสองทาง คือ ระบบชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) ที่จะโตถึง 104% แตะ 2.98 ล้านล้านบาท แซงหน้าบัตรเครดิต-เดบิตขึ้นเป็นช่องทางที่มีมูลค่าสูงสุดในภูมิภาค และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) ที่จะขยายตัว 107% แตะ 2.56 ล้านล้านบาท

ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือบริการ BNPL (Buy Now Pay Later) หรือการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ซึ่ง IDC คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียนด้วยอัตรา 174% แตะมูลค่า 6.11 แสนล้านบาทภายในปี 2572 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรกว่า 56% ในอาเซียนยังไม่มีบัตรเครดิต-เดบิต ทำให้ BNPL เป็นช่องทางที่เปิดโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อรูปแบบใหม่

ดิจิทัลเพย์เมนต์ SME ไทย

SME ไทยรู้ตัวว่าต้องเปลี่ยน แต่ระบบยังตามไม่ทัน

ในฝั่ง SME ผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 600 รายครอบคลุมอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม พบว่า 66% ของ SME ทั่วอาเซียนขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แต่ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 3 ยังพึ่งพาเงินสดเป็นหลัก และ 63% มองว่าระบบชำระเงินที่ใช้อยู่ยังไม่ตอบโจทย์

สำหรับไทยโดยเฉพาะ ภาคท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจกำลังผลักให้ SME จำนวนมากต้องรองรับการชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีระบบที่ใช้ไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการไทยในสำรวจให้ความสำคัญกับการขยายตลาดและพัฒนาโซลูชันการชำระเงินเท่ากันที่ 31% ตามด้วยการบริหารจัดการทางการเงิน 25%

สามอุปสรรคที่ยังขวางอยู่

แม้ความตั้งใจจะมี แต่มีสามปัญหาที่ SME ไทยระบุว่าเป็นอุปสรรคหลัก อันดับแรกคือค่าธรรมเนียมที่สูง (36%) ซึ่งเป็นต้นทุนที่กินกำไรในธุรกิจขนาดเล็กอย่างเห็นได้ชัด อันดับสองและสามคือความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง (28%) และความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบ (28%) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องการทรัพยากรทั้งเงินและเวลาที่ SME มักไม่มีพอ

ในระดับภูมิภาค ปัญหาเดียวกันนี้ปรากฏซ้ำในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์หรืออินโดนีเซีย ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศยิ่งทำให้ SME ที่ต้องการขยายข้ามพรมแดนรู้สึกว่ากำแพงสูงกว่าที่คิด

โอกาส 6.7 แสนล้านบาทรออยู่

ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดในรายงานนี้ คาดการณ์จาก IDC ว่าหาก SME สามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้น จะสร้างมูลค่าการขายเพิ่มได้ถึง 6.73 แสนล้านบาทภายในปี 2572 บริบทนี้สำคัญมากสำหรับไทย เพราะปัจจุบันมีเพียง 49% ของ SME ไทยที่ทำการค้าข้ามพรมแดน ขณะที่กว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า

ช่องว่างระหว่างแผนกับความเป็นจริงนี้คือที่มาของการแข่งขันในตลาดโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน คุณวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท 2C2P by Antom ระบุว่าแพลตฟอร์มของบริษัทรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Single API เพื่อให้ธุรกิจทุกขนาดบริหารจัดการการชำระเงินในหลายตลาดพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องพัฒนาระบบแยกในแต่ละประเทศ

SME กลุ่มที่สามารถแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินได้ก่อนจะมีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจนในตลาดที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดในโลก

Loading Next Post...
Search Trending
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...