
CMF เปิดตัว CMF Speaker S และ CMF Speaker M ลำโพงพกพาซีรีส์แรกของแบรนด์ เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ราคา 2,699 บาทและ 4,299 บาทตามลำดับ ทั้งสองรุ่นรองรับ Bluetooth 6.0, USB-C audio และการเล่นเพลงผ่านลำโพงหลายตัว พร้อมมาตรฐาน IP68 และแบตเตอรี่สูงสุด 18 ชั่วโมง
ความต่างหลักอยู่ที่ชุดไดรเวอร์และรูปแบบการพกพา Speaker S ใช้ไดรเวอร์ Full-range กับ passive radiators ในตัวเครื่องขนาดกะทัดรัด ส่วน Speaker M แยกวูฟเฟอร์กับทวีตเตอร์ เพิ่มกำลังขับรวมเป็น 35W RMS และมีหูหิ้วในตัว ขณะที่ฟีเจอร์เชื่อมต่อและการปรับเสียงหลายส่วนใช้ร่วมกันทั้งสองรุ่น
Speaker S ใช้ไดรเวอร์ Full-range ขนาด 45 มม. ทำงานร่วมกับ Dual Passive Radiators ให้กำลังขับสูงสุด 10W RMS และครอบคลุมย่านความถี่ 70Hz–20kHz ชุดเสียงรุ่นนี้อยู่ในตัวเครื่องทรงสูงขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบสำหรับนำออกไปใช้นอกบ้าน
ตัวเครื่องสอดเก็บในกระเป๋า หนีบกับสายสะพาย หรือแขวนกับคาราบิเนอร์ผ่านจุดยึดในตัวได้ จึงเหมาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับวิธีติดลำโพงไปกับสัมภาระ มากกว่าการเลือกจากกำลังขับเพียงอย่างเดียว

Speaker M ใช้ตู้ปิดแบบไดรเวอร์คู่ แยกวูฟเฟอร์กำลังขับ 25W กับทวีตเตอร์ 10W รวมเป็น 35W RMS ครอบคลุมย่านความถี่ 60Hz–20kHz ต่างจาก Speaker S ที่ใช้ Full-range จุดต่างของสเปกคือการแยกชุดขับเสียงและย่านต่ำที่ลงถึง 60Hz เทียบกับ 70Hz ของรุ่นเล็ก
ตัวเครื่องขยายจากภาษาการออกแบบเดียวกันและเพิ่มหูหิ้วในตัว สำหรับวางเป็นลำโพงประจำห้อง โต๊ะทำงานหรือพื้นที่สังสรรค์ แล้วหยิบย้ายตำแหน่งได้ รุ่นนี้จึงเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการกำลังขับสูงขึ้นและยังต้องย้ายลำโพงระหว่างพื้นที่ใช้งาน

ทั้งสองรุ่นมี Adaptive Tuning ในระดับฮาร์ดแวร์ คอยวิเคราะห์การเล่นเพลงแล้วปรับการส่งออกเสียงกับ EQ แบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องเข้าแอป ส่วน Ultra Bass เพิ่มน้ำหนักย่านต่ำ และ Wide Soundstage ช่วยขยายมิติเสียงจากลำโพงตัวเดียว
ผู้ใช้เลือกปรับแนวเสียงผ่านแอป Nothing X ได้ด้วย Custom EQ สี่แบบ ได้แก่ Balanced, More Bass, More Treble และ Voice ขณะที่ปุ่มหมุนบนตัวลำโพงควบคุมการเล่นเพลง เปลี่ยนแทร็ก ปรับระดับเสียงและเปิด Ultra Bass ได้ มีปุ่มแยกสำหรับเปิดปิดเครื่อง จับคู่ Bluetooth และ Auracast
ดีไซน์มีสี White, Dark Grey, Orange และ Turquoise ทั้ง Speaker S และ M แผงหน้ากับปุ่มหมุนถอดเปลี่ยนได้ และรองรับการปรับแต่งด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติมาตรฐาน ทำให้การเลือกสีตั้งต้นและการเปลี่ยนชิ้นส่วนภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานซีรีส์นี้
การแยกเสียงซ้ายขวาใช้ Speaker S สองตัว หรือ Speaker M สองตัวจับคู่กันเป็น Stereo Mode เงื่อนไขนี้หมายถึงเลือกคู่จากรุ่นเดียวกัน เมื่อต้องการจัดระบบฟังเพลงแบบสองช่องเสียง
Party Mode ใช้ Auracast เพื่อซิงค์การเล่นเพลงไปยังลำโพงที่รองรับตั้งแต่สองตัวขึ้นไป รวมถึงรุ่นที่รองรับจากแบรนด์อื่น จึงเหมาะกับการกระจายเพลงไปหลายตำแหน่ง โดยต้องตรวจว่าลำโพงที่จะนำมารวมรองรับเทคโนโลยีนี้ด้วย

Bluetooth 6.0 รองรับ Dual-device connection ให้เชื่อมต่ออุปกรณ์พร้อมกันสองเครื่อง จึงสลับใช้งานระหว่างโทรศัพท์กับแล็ปท็อปได้โดยไม่ต้องจับคู่ใหม่ทุกครั้ง ทั้งสองรุ่นยังมี NFC สำหรับแตะจับคู่ รวมถึง Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair
USB-C audio รับเสียงดิจิทัลแบบ Plug-and-play โดย CMF ระบุว่ามีความหน่วงต่ำสำหรับฟังเพลง ดูหนังและเล่นเกม เป็นอีกทางเลือกเมื่อใช้ลำโพงกับอุปกรณ์ที่ส่งเสียงผ่าน USB-C ได้ ส่วน Auto Wake Up จะทำงานเมื่อลำโพงเสียบไฟภายนอกอยู่ ให้เข้า Standby และตื่นอัตโนมัติเมื่ออุปกรณ์ที่เคยจับคู่เชื่อมต่อกลับมา
Speaker S และ M ได้มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 โดยรองรับการจมน้ำลึกสูงสุด 1.5 เมตร นานสูงสุด 30 นาที เป็นขอบเขตการทนน้ำที่ระบุไว้สำหรับลำโพงทั้งสองรุ่น
แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 18 ชั่วโมงเมื่อเปิดเพลงที่ความดัง 50% และเปิด Ultra Bass ส่วนการชาร์จ 10 นาทีฟังเพลงได้สูงสุด 1 ชั่วโมง ตัวเลขระยะเวลาใช้งานจึงต้องอ่านคู่กับระดับเสียงและโหมดที่ใช้ โดยทั้งสองรุ่นระบุเงื่อนไขเดียวกัน
CMF Speaker Series มีให้เลือกทั้งสองรุ่นในสี White, Dark Grey, Orange และ Turquoise โดยราคาในประเทศไทยแบ่งตามรุ่นดังนี้
เริ่มจำหน่ายวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ผ่านตัวแทนที่ร่วมรายการ ได้แก่ AIS, Banana, Dotlife, PowerBuy และ True รวมถึงช่องทางออนไลน์ Lazada, Shopee และ TikTokShop
การเลือกระหว่างสองรุ่นจึงอยู่ที่ชุดเสียงและวิธีพกพา: Speaker S ใช้ Full-range 10W RMS พร้อมจุดยึดสำหรับติดกระเป๋า ส่วน Speaker M ใช้วูฟเฟอร์กับทวีตเตอร์รวม 35W RMS และหูหิ้ว โดยทั้งคู่ยังมี USB-C audio และทางเลือกเล่นเพลงหลายลำโพง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ Nothing
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok