เจาะลึก Apple Intelligence ใหม่ ดีกว่าเดิมยังไง?

GogolicoNews10 มิถุนายน 2569113 Views

Apple เปิดตัว Apple Intelligence เจเนอเรชั่นใหม่ ที่งาน WWDC26 พร้อมประกาศ ระบบ AI นี้สร้างขึ้นโดยร่วมมือกับ Google และเทคโนโลยี Gemini โดยตรง หลายคนคงสงสัยอยากรู้ว่า จากนี้ AI บนอุปกรณ์ Apple จะดีกว่าเดิมแค่ไหน แน่นอนว่าจากนี้วิธีใช้ iPhone, iPad และ Mac จะได้ประสบการณ์ที่ต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน

ครั้งแรก Apple + Google พัฒนา AI Model ร่วมกัน

จุดที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในเชิงกลยุทธ์ไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ แต่คือที่มาของ Apple Foundation Models รุ่นนี้ Apple ระบุชัดว่าสร้างขึ้น “โดยเฉพาะร่วมกับ Google และเทคโนโลยี Gemini” ซึ่งต่างจากปีก่อนที่ ChatGPT ของ OpenAI เป็นเพียงตัวเลือกเสริม ขณะนี้ Google เข้ามาอยู่ในชั้น Foundation ของระบบทั้งหมด

ผลจากการรวมกันนี้คือโมเดลที่ทำงานทั้งบนอุปกรณ์และบนเซิร์ฟเวอร์ผ่าน Private Cloud Compute ซึ่ง Apple ยืนยันว่าข้อมูลของผู้ใช้ไม่ถูกเก็บ และผู้เชี่ยวชาญภายนอกสามารถตรวจสอบคำมั่นสัญญาด้านความเป็นส่วนตัวนี้ได้ตลอดเวลา

แอปรูปภาพ: Spatial Reframing ปรับมุมกล้องหลังถ่ายได้แล้ว

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจที่สุดในการเปิดตัวคือ Spatial Reframing ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเชิงมิติพื้นที่ที่ Apple สะสมมาจาก Apple Vision Pro ผู้ใช้สามารถแตะและลากภาพถ่ายเพื่อเปลี่ยนมุมองค์ประกอบหลังจากถ่ายไปแล้ว โดยระบบสร้างพื้นที่ใหม่เฉพาะในส่วนที่จำเป็น แทนที่จะเติมทั้งภาพแบบเดา

เครื่องมือ Extend ทำงานคู่กัน โดยขยายขอบภาพออกไปเพื่อให้ตัวแบบมีพื้นที่รอบข้างมากขึ้น หรือแก้เส้นขอบฟ้าเอียงโดยไม่ต้องตัดส่วนสำคัญออก

ขณะที่ Clean Up ซึ่งเดิมใช้ลบสิ่งรบกวนในภาพ ได้รับการอัปเกรดให้เติมพื้นที่ที่ดูสมจริงขึ้น แม้ในภาพที่มีองค์ประกอบซับซ้อน ภาพที่ผ่านการแก้ไขทุกใบจะมีลายน้ำ SynthID ซ่อนอยู่โดยอัตโนมัติเพื่อระบุว่าผ่านการปรับแต่งด้วย AI

Safari กลายเป็นผู้ช่วยท่องเว็บอัจฉริยะ

Safari ในรุ่นนี้เปลี่ยนจากเบราว์เซอร์ธรรมดาไปสู่ระบบที่เข้าใจว่าผู้ใช้กำลังทำอะไร ฟีเจอร์จัดกลุ่มแท็บอัตโนมัติตามหัวข้อช่วยให้การเปิดแท็บหลายสิบอันพร้อมกันไม่กลายเป็นความโกลาหลอีกต่อไป ระบบจะรวบรวมแท็บที่เกี่ยวข้องกันเข้าหมวดเดียว เช่น แท็บที่เปิดระหว่างวางแผนเที่ยว จะถูกจัดไว้ด้วยกันโดยอัตโนมัติ

Notify Me และ Describe an Extension

ฟีเจอร์ Notify Me ช่วยให้ผู้ใช้สั่งให้ Safari คอยตรวจสอบหน้าเว็บแทน เช่น รอให้สินค้ากลับมามีสต็อก หรือรอราคาลดลงถึงระดับที่กำหนด เมื่อเงื่อนไขครบ Safari จะแจ้งเตือนให้เข้ามาดำเนินการเอง

Describe an Extension ให้ผู้ใช้พิมพ์อธิบายว่าอยากได้ปุ่มหรือฟังก์ชั่นอะไรใน Safari แล้วระบบจะสร้าง Extension เฉพาะขึ้นมาทันที โดยไม่ต้องเขียนโค้ดหรือติดตั้งอะไรจาก App Store

แอปรหัสผ่านก็อัปเกรดในรุ่นนี้เช่นกัน โดยสามารถเข้าสู่เว็บไซต์และเปลี่ยนรหัสผ่านที่คาดเดาง่ายหรือถูกเปิดเผยให้เป็นรหัสผ่านที่ซับซ้อนได้โดยอัตโนมัติด้วยการแตะครั้งเดียว โดย Apple Intelligence และ Safari ดำเนินการทุกขั้นตอนแทนผู้ใช้

Image Playground สร้างภาพถ่ายสมจริงได้แล้ว

Image Playground รุ่นก่อนสร้างได้แค่ภาพกราฟิกและการ์ตูน รุ่นนี้เพิ่มสไตล์ภาพถ่ายที่ดูสมจริงโดยอาศัยโมเดลเจเนอเรทีฟใหม่ที่ทำงานบน Private Cloud Compute ผู้ใช้สามารถบรรยายสิ่งที่อยากเปลี่ยน หรือแตะและใช้แปรงปัดไฮไลท์วัตถุในภาพเพื่อย้ายหรือปรับขนาดได้ รูปที่สร้างด้วย AI จะมีลายน้ำ SynthID ติดมาโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังเลือกอัตราส่วนภาพได้ตามการใช้งาน เช่น ภาพแนวนอนสำหรับเว็บ หรือภาพแนวตั้งสำหรับโพสต์บนโซเชียล

Call Context และคำสั่งลัดอัจฉริยะ

ฟีเจอร์ Call Context ทำให้ทุกครั้งที่โทรหาธุรกิจ เช่น สายการบินหรือโรงพยาบาล ระบบจะดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น รหัสยืนยันหรือหมายเลขการจอง จากแอปอีเมลและข้อความขึ้นมาแสดงในหน้าจอโทรศัพท์ โดยพิจารณาจากผู้ที่กำลังโทรหา กระบวนการนี้ทำงานบนอุปกรณ์ทั้งหมด ไม่มีข้อมูลถูกส่งออกไปข้างนอก

ฟีเจอร์ Describe a Shortcut เปลี่ยนวิธีสร้างคำสั่งลัดใน Shortcuts จากการลากบล็อกทีละชิ้นมาเป็นการพิมพ์บอกว่าอยากให้ทำอะไร เช่น “ตั้งปลุกเช้าตามกิจกรรมแรกในปฏิทินวันพรุ่งนี้ทุกเย็น” แล้วระบบประกอบขั้นตอนทั้งหมดให้เอง

แอปปฏิทินก็ฉลาดขึ้นในแบบเดียวกัน ผู้ใช้พิมพ์บรรยายกิจกรรมเป็นภาษาพูด ระบบจะจับชื่อผู้ติดต่อ สถานที่ และตั้งชื่อนัดหมายให้โดยอัตโนมัติ

แอป Home ฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึง และอื่นๆ

แอปบ้านใช้ Apple Intelligence รวมการแจ้งเตือนจากกล้องวงจรปิดที่เป็นกิจกรรมเดียวกันให้เป็นการแจ้งเตือนครั้งเดียว พร้อมสร้างคำบรรยายวิดีโออัตโนมัติและดันคลิปที่น่าสนใจขึ้นด้านบนของผลการค้นหา ส่วนด้านการช่วยการเข้าถึง VoiceOver อธิบายภาพได้ละเอียดขึ้น Live Recognition ตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งรอบตัวได้จากการกดปุ่มแอ็คชั่น และการควบคุมด้วยเสียงรับคำสั่งแบบบรรยายแทนที่จะต้องจำชื่อปุ่มแม่นยำ

สำหรับผู้ใช้ Apple Watch, Workout Buddy ใช้งานได้แม้ไม่มี iPhone อยู่ใกล้ และรองรับภาษาสเปนแล้ว ขณะที่ Genmoji มีคุณภาพดีขึ้นและผู้ใช้บรรยายสิ่งที่อยากเปลี่ยนได้โดยตรง

ใครใช้ได้บ้าง และเมื่อไหร่?

คุณสมบัติทั้งหมดพร้อมให้นักพัฒนาทดสอบผ่าน Apple Developer Program แล้วตั้งแต่วันนี้ รุ่น Beta สาธารณะจะเปิดให้ใช้ผ่าน Apple Beta Software Program ในเดือนหน้า (ก.ค.) ก่อนเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปพร้อม iOS 27, iPadOS 27, macOS 27, watchOS 27 และ visionOS 27 ภายในปี 2569 รองรับบน iPhone 16 ขึ้นไป, iPhone 15 Pro และ Pro Max, iPad ที่มีชิป M1 ขึ้นไป, Mac ที่มีชิป M1 ขึ้นไป รวมถึง Apple Vision Pro

สำหรับผู้ใช้ในไทย ภาษาที่รองรับ Apple Intelligence ยังไม่มีภาษาไทยในรายชื่อปัจจุบัน รองรับ 16 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี และอื่นๆ ผู้ใช้ที่ตั้งค่าเครื่องเป็นภาษาอังกฤษจะสามารถเข้าถึงฟีเจอร์เหล่านี้ได้ก่อน ขณะที่แผน iCloud+ ส่วนใหญ่จะมาพร้อมสิทธิ์การเข้าถึงที่เพิ่มขึ้นสำหรับฟีเจอร์ที่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ เช่น การสร้างภาพด้วย AI ที่มีขีดจำกัดการใช้งานรายวัน

ข้อมูลจาก: Apple Newsroom Thailand

Loading Next Post...
Search Trending
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...