เจาะลึก Apple Foundation Models รุ่นที่ 3 ทั้ง 5 โมเดล AI ฉลาดขึ้น ปลอดภัยขึ้น ทำงานทั้งบนอุปกรณ์+คลาวด์

GogolicoGogolicoNews13 มิถุนายน 2026155 Views

Apple Foundation Model 3

Apple เปิดตัว Foundation Models รุ่นที่ 3 (AFM 3) ใน WWDC26 ด้วยโครงสร้างที่เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อน แบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 โมเดล บางตัวทำงานบนอุปกรณ์โดยตรง บางตัวทำงานบน Apple Silicon Server และหนึ่งในนั้นรันบน Google Cloud ด้วย NVIDIA GPU ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ Apple ขยาย Private Cloud Compute ออกไปนอกโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง

5 โมเดลใน AFM 3 แบ่งบทบาทชัดเจนตามรูปแบบงาน

Apple Foundation Models รุ่นที่ 3 ประกอบด้วย AFM 3 Core และ AFM 3 Core Advanced ซึ่งทำงานบนอุปกรณ์ ส่วนฝั่งคลาวด์มี AFM 3 Cloud, ADM 3 Cloud (Image) สำหรับสร้างและแก้ไขรูปภาพ และ AFM 3 Cloud Pro สำหรับงานที่ซับซ้อนที่สุด เช่น agentic tool use และการวิเคราะห์เชิงลึก ทั้ง 5 โมเดลถูกสร้างจากฐานร่วมกันก่อนแยกออกไปเชี่ยวชาญตามสถาปัตยกรรมและบริบทการใช้งาน

สิ่งที่น่าสังเกตคือ Apple ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างใหญ่ขึ้น แต่แบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน โมเดลที่ต้องตอบสนองเร็วและต้องปกป้องความเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุดจะอยู่บนอุปกรณ์ ส่วนงานที่ต้องการพลังประมวลผลสูงจะถูกส่งขึ้นคลาวด์โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้ไม่ต้องเลือกเอง

AFM 3 Core Advanced: 20 พันล้านพารามิเตอร์ ใช้จริงแค่ 1–4 พันล้าน

โมเดลที่น่าสนใจที่สุดในฝั่ง on-device คือ AFM 3 Core Advanced ซึ่งมีถึง 20 พันล้านพารามิเตอร์ แต่ใช้งานสถาปัตยกรรมแบบ sparse ที่ Apple พัฒนาเอง โดยเปิดใช้งานแค่ 1 ถึง 4 พันล้านพารามิเตอร์ต่อคำขอ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของงาน เปรียบง่ายๆ เหมือนสมองที่มีความรู้เต็มที่ แต่เรียกใช้เฉพาะส่วนที่จำเป็น ไม่ต้องตื่นทุกเซลล์ประสาทพร้อมกัน

เทคนิคนี้แตกต่างจาก Mixture of Experts ที่นิยมใช้ในวงการ เพราะ Apple พัฒนาจากงานวิจัย Instruction-Following Pruning ที่เผยแพร่ปีที่แล้ว ผลที่ได้คือโมเดล on-device ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในอุปกรณ์ผู้บริโภคทั่วไป รองรับทั้ง multimodal อย่างเสียงและรูปภาพ พร้อมการถอดเสียงที่แม่นยำสูงขึ้น โมเดลนี้ต้องการ Apple Silicon รุ่นท็อปจึงจะปลดล็อกได้เต็มความสามารถ

AFM 3 Cloud Pro: ครั้งแรกที่ Apple ไว้วางใจ Google ดูแล AI

AFM 3 Cloud Pro คือโมเดลที่ทรงพลังที่สุดในชุดนี้ และเป็นโมเดลเดียวที่ไม่ได้รันบน Apple Silicon แต่ทำงานบน NVIDIA GPU ที่โฮสต์อยู่บน Google Cloud หลังจาก Apple ประกาศความร่วมมือกับ Google ต้นปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า Apple ยอมรับว่า on-device AI อย่างเดียวยังไม่พอสำหรับงานที่ต้องการ reasoning ระดับสูง

Privacy บน Google Cloud ที่ Apple รับประกัน

ประเด็นที่หลายคนอาจตั้งคำถามคือ ถ้า AI รันบน Google Cloud แล้วความเป็นส่วนตัวยังอยู่หรือเปล่า Apple และ Google ร่วมกันสร้างระบบความปลอดภัยที่ Apple ระบุว่าเหนือกว่า Confidential Computing ทั่วไป โดยไม่ได้พึ่งพาแค่เทคโนโลยี confidential VM แต่ครอบคลุมทุกชั้นตั้งแต่ firmware ไปจนถึง application code

หนึ่งในมาตรการที่โดดเด่นคือ cryptographic ledger ที่บันทึก hardware ทุกชิ้นใน PCC fleet บน Google Cloud แบบ append-only ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครสามารถแก้ไขบันทึกย้อนหลังได้ นอกจากนี้ยังมี attestation ที่รองรับด้วย root of trust อิสระสองแหล่งจากผู้ผลิตต่างกัน เพื่อป้องกัน supply chain attack ที่อาจดักข้อมูลผู้ใช้

กระบวนการ inference แต่ละรายการถูก parse ใน process แยกต่างหาก ภายใน namespace ของตัวเอง และ shared inference software จะถูกรีเซ็ตด้วย time-to-live สั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจากผู้ใช้คนหนึ่งจะ “ค้าง” ไปถึงคำขอถัดไป

ข้อมูลเทรนและผลประเมินจากมนุษย์

Apple ระบุว่าโมเดลทั้งหมดเทรนจากข้อมูลสาธารณะ, ข้อมูลที่ได้รับอนุญาต, open-source data, ข้อมูลจากการศึกษาเฉพาะ และ synthetic data โดยไม่รวมข้อมูลจากผู้ใช้หรือ interaction ส่วนตัว พร้อมเปิดให้เว็บผู้เผยแพร่ opt-out จากการถูกนำข้อมูลไปเทรนได้

ผลการประเมินโดยมนุษย์ที่ Apple ดำเนินการชี้ว่า AFM 3 Core และ AFM 3 Cloud ทำผลงานดีกว่ารุ่นก่อนในทุกกลุ่มภาษา ทั้งภาษาอังกฤษและกลุ่มภาษาอื่นทั่วโลก ขณะที่ AFM 3 Core Advanced ให้ผลการถอดเสียงที่ดีกว่าระบบเดิมในทุกมิติ ทั้งความถูกต้องและความเข้าใจบริบท

ทิศทางที่ Apple กำลังเดิน

โครงสร้าง AFM 3 บอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของ Apple ต่อ AI อย่างชัดเจน แทนที่จะแข่งกันขนาดโมเดลอย่างเดียว Apple เลือกสร้าง ecosystem ที่ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่โมเดลเล็กที่ตอบสนองทันทีบนอุปกรณ์ ไปจนถึงโมเดลขนาดใหญ่ที่จัดการงานซับซ้อนบนคลาวด์ ทั้งหมดถูกผูกเข้ากันด้วยกรอบ privacy ที่ผู้ใช้ตรวจสอบได้อิสระ

ความร่วมมือกับ Google อาจดูขัดแย้งกับภาพลักษณ์ Apple ในอดีต แต่นี่อาจเป็นสัญญาณว่าการแข่งขัน AI ยุคนี้ไม่มีบริษัทไหนชนะคนเดียว แม้แต่ Apple ยังต้องการพันธมิตรเพื่อก้าวให้ทัน สิ่งที่ Apple พยายามรักษาไว้ไม่ใช่การ control infrastructure ทั้งหมด แต่คือการ control ประสบการณ์และความเชื่อมั่นของผู้ใช้

ข้อมูลจาก: 9to5Mac

Loading Next Post...
Search Trending
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...