
Apple เสนอเก็บ ค่าธรรมเนียม สูงสุด 15% จากการซื้อสินค้าหรือบริการดิจิทัลที่เกิดขึ้นหลังผู้ใช้กดลิงก์ออกจากแอปบน App Store ในสหรัฐฯ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าแอปพาผู้ใช้ไปจ่ายเงินบนเว็บได้หรือไม่ แต่อยู่ที่การซื้อภายนอกแบบใดจะถูกนับกลับมาเป็นรายได้ที่ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้ Apple
กลไกที่รายงานพูดถึงใช้กรอบเวลา 7 วันหลังการกดลิงก์ หากผู้ใช้ทำรายการภายนอกภายในช่วงดังกล่าว นักพัฒนาจะต้องรายงานธุรกรรมและอาจถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามข้อเสนอของ Apple นั่นทำให้ลิงก์ออกนอกแอปไม่ได้ตัดความสัมพันธ์กับระบบค่าธรรมเนียมทันที เพราะจุดเชื่อมอยู่ที่การติดตามว่าการซื้อเกิดหลังการกดลิงก์หรือไม่
ตัวเลข 15% ยังเป็นข้อเสนอในกระบวนการพิจารณาคดีระหว่าง Apple กับ Epic Games ไม่ใช่อัตราใหม่ที่มีผลใช้กับนักพัฒนาแล้ว
ในขณะที่ตอนนี้ ศาลกำลังพิจารณาว่า Apple ควรเก็บค่าธรรมเนียมจากการซื้อผ่านลิงก์ภายนอกได้เท่าใด หลังโครงสร้างเดิมที่คิด 12–27% ถูกโต้แย้งว่าแทบไม่สร้างส่วนต่างจากค่าธรรมเนียมซื้อในแอปที่ 15–30% เมื่อรวมต้นทุนผู้ให้บริการชำระเงินภายนอก
สำหรับนักพัฒนา ผลลัพธ์จริงจึงไม่ได้วัดจากเปอร์เซ็นต์ของ Apple เพียงตัวเดียว แต่ต้องรวมค่าประมวลผลการชำระเงิน ต้นทุนระบบรายงานธุรกรรม และภาระติดตามการซื้อในกรอบ 7 วันด้วย หากต้นทุนรวมยังสูง การพาผู้ใช้ไปจ่ายบนเว็บก็อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มรายรับสุทธิมากอย่างที่คิดไว้
ฝั่งผู้ใช้ ลิงก์ภายนอกอาจเปิดทางให้เห็นราคา โปรโมชัน หรือช่องทางชำระเงินที่ต่างออกไป แต่การชำระเงินจะเกิดกับผู้พัฒนาหรือผู้ให้บริการภายนอกโดยตรง จึงต้องดูให้ชัดว่าใครเป็นผู้จัดการใบเสร็จ การยกเลิกบริการ และการคืนเงินในแต่ละรายการ
จุดชี้ขาดของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ 15% ต่ำกว่า 30% เท่าไร แต่คือศาลจะยอมให้ Apple ผูก ค่าธรรมเนียม กับรายได้ภายนอกด้วยสูตรแบบใด หากสูตรสุดท้ายยังทำให้ต้นทุนรวมใกล้กับ In-App Purchase นักพัฒนาก็มีแรงจูงใจน้อยที่จะสร้างระบบจ่ายเงินอีกชุด ส่วนผู้ใช้อาจได้เห็นปุ่มจ่ายบนเว็บเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เกิดการแข่งขันด้านราคามากนัก
ที่มา: MacRumors
ติดตามข้อมูลข่าวสารน่าสนใจได้ทาง www.zanzab.com และช่องทางโซเชียล
Facebook , YouTube , Instagram และ Tiktok